ในวันที่จุดแข็งกลายเป็นจุดอ่อน

พูดกันตามตรงแบบไม่อ้อมค้อมเลยหลังจากดูการเล่นของหงส์แดงมา 7 เกม สภาพทีมของเราตอนนี้ไม่พร้อมอย่างมากกับการเล่นสไตล์เกเก้นเพรสซิ่งแบบเดิม แทนที่คลอปป์จะเข็นเกมรุกเพื่อเอาชนะคู่แข่งให้ได้แล้วดันกองหลังขึ้นสูงไล่บีบไล่บี้เหมือนแต่ก่อน คลอปป์อาจจะต้องมองมาถึงการขันเกมรับ รักษาแผล และไม่ให้มีแผลเพิ่มดีกว่าไหม

ตอนนี้หงส์แดงเหมือนทีมที่กระหายชัยชนะ ยิ่งแพ้ ยิ่งทำผลงานไม่ได้ ยิ่งอยากจะชนะคู่แข่ง จนลืมปัญหาที่แท้จริงของทีมไปแล้ว ลิเวอร์พูลชุดนี้ไม่ได้มีปัญหาที่เกมรุก แต่มีปัญหาที่เกมรับ กล่าวคือนักเตะทั้งทีมของเรากลายเป็นทีมชราภาพแห่งลีกอังกฤษไปแล้ว จนไม่สามารถประคองระบบการเล่นแบบเดิม ๆ ของคลอปป์ที่ทำได้มา 5-6 ปีได้

ผมมีภาพภาพหนึ่งให้คุณดู คือภาพ 11 ตัวจริงที่หงส์แดงเจอกับแมนซิตีเมื่อราว 4 ปีก่อน เป็นเกมในบ้านของแมนซิตี คุณจะเห็นว่า 11 ตัวจริงของแมนซิตีแทบจะไม่ใช่ชุดเดิมแล้ว ซาเน่ อเกวโร่ สเตอร์ลิง เฟอร์นานดินโญ่ ซิลบา กอมปานี ดานิโล พวกนี้ถูกผ่องถ่าย ถ่ายเทออกจากทีมหมดแล้ว แมนซิตีมีนักเตะให้โรเตชั่นตลอด พวกเขาเติมนักเตะเข้ามาเพื่อรักษาระบบการเล่นให้ยังคงอยู่ต่อไป ไม่ได้ยึดติดกับนักเตะ นั่นคือเหตุผลที่พวกเขายังเล่นได้ในระดับสูงเหมือนเดิมทุกปี

ขณะที่หงส์แดง ซาลาห์ ฟีร์มิโน่ เฮนเดอร์สัน มิลเนอร์ เทรนท์ ฟานไดจ์ค โรเบิร์ตสัน  ยังเป็นตัวหลักที่เล่นกับทีมแบบไม่ได้พักมาต่อเนื่อง นักเตะเหล่านี้ลงสนามเล่นปีละไม่ต่ำกว่า 40-50 เกม ต่อเนื่องมา 4 ปีเป็นอย่างต่ำ และคลอปป์เพิ่งจะมาโรเตชั่นนักเตะจริงจังก็เมื่อปีที่แล้วนี่เองจากโปรแกรมที่ต้องเล่นถึง 63 เกม

ที่ผมจะบอกก็คือระบบการเล่นของคลอปป์ที่ผ่านมามันเวิร์ค มันดี เพราะยึดโยงกับชุดนักเตะชุดหนึ่ง โดยที่มีการถ่ายเทนักเตะน้อยมาก เพราะคลอปป์มีปรัชญาการเสริมทีมที่ “พอ” กับนักเตะที่มี ไม่ซื้อนักเตะเพิ่ม เพียงเพราะนักเตะบาดเจ็บ มันก็ได้ผลเฉพาะในปีที่นักเตะตัวหลัก ไม่เจ็บ เหมือนปีที่ได้แชมป์ทั้งหลาย แต่ก็พร้อมจะพังไม่เป็นท่าเหมือนปี 2020-2021

ปัญหาที่คลอปป์เจอตอนนี้ไม่ใช่แค่นักเตะบาดเจ็บ แต่มันคือนักเตะตัวหลักที่คลอปป์มีมาตลอด ไม่สามารถเล่นในระดับเดิมที่ทำไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพราะไม่ฟิตและล้าชั่วคราว หรือเพราะมันเลยจุดพีคของแต่ละคนมาแล้วก็ตาม ซึ่งหากเป็นอย่างหลังมันย่อมอันตรายมาก

ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่เก่งแล้ว เพียงแต่ไอ้ระบบเกเก้น เพรสซิ่ง ดันกองหลังขึ้นสูง และต้องไล่บอลกลับมาให้เร็ว กดดันใส่คู่แข่งแบบไม่ให้ทันตั้งตัวนั้น มันใช้พลังงานสูงแบบไม่รู้จะสูงยังไง เพราะทั้งโลกนี้อาจจะมีแค่สโมสรหงส์แดงเท่านั้นที่เล่นอะไรแบบนี้มา 5 ปีโดยนักเตะ 8-9 คนเป็นชุดเดิมหมด

การเล่นแบบดันกองหลังขึ้นสูง และเพรสซิ่งใส่คู่แข่ง มันคือการที่คุณต้องทำทุกอย่างให้สมบูรณ์ในทุกภาคส่วน แดนหน้าต้องช่วยกันวิ่งไล่อย่างเป็นระบบ แดนกลางต้องซับพอร์ตทุกมิติ และแน่นอน แดนหลังที่ต้อง วิ่ง ต้องไว เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่มันไม่สมบูรณ์จากส่วนใดส่วนหนึ่ง ก็เท่ากับมันเป็นแผนที่ ฆ่าตัวตาย ชัด ๆ เหมือนที่คาราเกอร์วิจารณ์ไว้เมื่อคืน

แดนหน้าเราไล่บอลไม่จน และไม่เป็นระบบ มีช่องเต็มไปหมด แดนกลางเป็นง่อย เพราะขาดตัวหลักเยอะเกิน ส่วนกองหลังก็ล้า อายุเริ่มเยอะ การมีนักเตะใหม่เข้ามามากกว่า 4-5 คนก็ทำให้การจะเล่นให้เป็นระบบที่เนียบแบบเดิมมันทำได้ยากมาก สุดท้ายการดันหลังขึ้นสูงที่เคยเป็นจุดแข็งของระบบการเล่น ก็กลายเป็นจุดอ่อนไปในที่สุด ไม่แปลกที่หากคลอปป์ยังเล่นแบบนี้อยู่ วูล์ฟจะหัวเราะและรอเล่นงานเราเหมือนที่คลอปป์บอกหลังเกมนาโปลี

ประเด็นก็คือ เมื่อก่อนสมัยฤดูกาล 2016-2018 คลอปป์เองก็มีจุดอ่อนที่เกมรับเหมือนกัน เราเสียประตูกันมากและง่ายเหมือนกัน แต่พวกเขายังมี “แรง” ในการวิ่งไล่ วิ่งเพรส และโต้กลับเร็ว โดนยิง 1 พวกเราทวงคืน 2 และ 3 ได้ เพราะเวลาของพวกเขาเดินไปข้างหน้า แต่ตอนนี้เวลาของนักเตะหลายคนกำลังเดินถอยหลัง เพราะอย่าว่าแต่ลงมาวิ่งไล่เลย ตอนนี้แค่เข็นตัวเองให้ฟิตลงสนามทุกเกมก็เหนื่อยแล้ว

คลอปป์อาจจะมีความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมกับทีมชุดนี้ว่าจะกลับมาได้ ว่าจะเล่นเกมรุกเกเก้นเพรสซิ่งได้เหมือนเดิม บางทีคลอปป์อาจจะคิดถูก ความเชื่อของคลอปป์อาจจะจริง และลึก ๆ เราทุกคนก็อยากเห็นทีมเล่นได้เหมือนเดิมอีกครั้ง แต่ตอนนี้ปัญหาเฉพาะหน้าคือ เราไม่สามารถทำมันได้ในเร็ววัน

คลอปป์อาจจะต้องมองถึงระบบการเล่นอื่น ๆ บ้าง ผมว่าความยึดหยุ่น น่าจะเป็นคุณลักษณะที่ดีของโค้ชเช่นกัน ด้วยศัยกภาพและจำนวนนักเตะที่เรามีตอนนี้คลอปป์สามารถปรับระบบการเล่นได้แทบทุกระบบในโลก เช่นระบบหลัง 3 ที่ในเชิงเทคนิกมันจะดูเป็นการแก้ปัญหาแนวรับได้ ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลว เพราะตอนนี้การโจมตีของทีมอื่นประสบความสำเร็จเพราะหลังเราเหลือแค่ 2 คน มันมีพื้นที่ให้เจาะเยอะเกินไป กองหลังสาม ฟานไดจ์ค โกเมส มาติป จะตอบโจทย์นี้หรือไม่

ในระบบหลังสามคลอปป์ยังสามารถเลือกได้ว่าจะเป็น 3-5-2 ที่ดันเทรนท์กับโรเบิร์ตสันไปตรงกลางได้เลย และสามารถคุกคามคู่ต่อสู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลกับเกมรับมากนัก จุดนี้อาจจะเป็นการช่วยเหลือเทรนท์ทางอ้อมด้วย เพราะทุกนนี้เขาโดนด่าทุกเกม กองกลาง 3 คน และกองหน้าอีก 2 คน หรือจะเป็น 3-4-3 ก็ได้ หากคลอปป์เสียดายเกมรุก 3 คนที่กำลังดี ยังสามารถดันเทรนท์กับโรเบิร์ตสันขึ้นมาแดนกลางได้ กองกลางอีกสองคน คลอปป์สามารถเลือกใช้นักเตะที่มีอย่างจำกัดได้เลย

หรือหากคลอปป์นั่งยันนอนยันว่าให้ตายยังไงก็ไม่เล่นหลังสาม ยังยึดมั่นกับระบบหลัง 4 และนักเตะต้องเล่นในระบบเกเกนเพรสซิ่งเท่านั้น คลอปป์ก็ต้องปรับเปลี่ยนความคิดบางอย่างลงไป ตอนนี้สิ่งสำคัญไม่ใช่การบุกเพื่อชนะ บุกเพื่อยิงประตู แต่มันคือ การเล่นเพื่อผลการเล่นที่ดี ซึ่งมันหลายความว่า ทีมเราไม่จำเป็นต้องเล่นรุก 90 นาที ไม่จำเป็นต้องเร่ง ไม่จำเป็นต้องดันสูง จนถึงตอนนี้เสมอยังดีกว่าแพ้ ยิงไม่ได้ยังดีกว่าโดนยิง ผมเชื่อแน่ว่าถ้าให้เวลาคลอปป์ ยังไงเสียสักวันเขาก็ต้องสร้างทีมขึ้นมาเล่นแบบเดิมได้แน่ เพียงแต่มันจะนานจนสายเกินไหม และที่สำคัญ นักเตะชุดนี้ยังพร้อมจะเล่นถวายหัวให้คลอปป์แบบเดิมอยู่ไหม

ประการสุดท้าย คือการที่ตอนนี้คลอปป์ดูเหมือนจะฝากทุกอย่างไว้ที่ติอาโกคนเดียว หลังเกมกับนาโปลีคลอปป์พูดชัดเลยว่า ไม่เห็นการเล่นเพรสซิ่งหรือเล่นดีเลย จนติอาโกลงมา นั่นหมายความว่าคลอปป์กำลังบอกว่า ทีมของคลอปป์ 9-10 คนจะเล่นไม่ได้เลยหากไม่มีติอาโก

เราเห็นด้วยกับคลอปป์ล้านเปอร์เซ็นต์เรื่องที่ว่าติอาโกยกระดับทีมและการมีเขาอยู่มันก็ดีมาก ๆ เพียงแต่ สถานการณ์ตอนนี้เราฝากทีมไว้บนบ่าของติอาโกได้หรือไม่ ตอนนี้ราวกับว่าระบบของทีมทุกอย่างในปีนี้มันถูกเซ็ตมาโดยมีติอาโกเป็นแกนหลัก เมื่อเขาไม่พร้อมไม่ฟิตระบบนั้นก็ล่ม

ติอาโกเป็นจุดแข็งในวันที่เขาฟิตพร้อมลงสนาม และเขาก็กลายเป็นจุดอ่อนทันทีในวันที่ไม่มีเขาในสนาม นี่เป็นความเสี่ยงเกินไปหรือไม่ ในเมื่อศักยภาพของนักเตะที่เรามีเราสามารถปรับเปลี่ยนการเล่นเพื่อเน้นผลได้ เปรียบเทียบง่าย ๆ คุณเป็นนักรบที่ขึ้นชื่อว่ามีเกมบุกที่ดีมาก ๆ แต่วันหนึ่งนักรบคนสำคัญของพวกคุณบาดเจ็บ แถมทีมเดินทางมาไกลเหนื่อยล้า แทบไม่ได้พัก นักรบที่เป็นเหล่าแม่ทัพของคุณกำลังอยู่ในวัยที่ไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนก่อน

หากคุณเป็นแม่ทัพใหญ่ เป็นผู้บัญชาการ คุณยังจะเลือกให้นักรบคุณออกรบพุ่งชนเข้าหาหอกหาดาบคู่แข่งหรือไม่ เมื่อคุณบุกเมืองแรกแล้วแพ้ เมืองอื่นๆ ได้ข่าวว่า การรบของพวกคุณไม่แข็งแกร่งเหมือนเดิม และยังรู้ว่าพวกคุณดื้อ ไม่ยอมปรับกลยุทธ์การรบ พวกเขาก็ยิ่งวางแผนสู้กับพวกคุณได้ง่าย

ถามว่าในฐานะผู้บัญชาการ คุณจะไม่ปรับเปลี่ยนแผนการรบเลยหรือ ยังอยากตะบี้ตะบันส่งลูกน้องลงไปโดนคมหอกคมดาบ แล้วมันจะต่างอะไรกับการส่งพวกเขาไปตายกันละ สุดท้ายแม้วันหนึ่งแผนการรบคุณยังได้ผล กลับมาใช้งานได้ แต่ถามว่าคุณจะเหลือแม่ทัพนายกองอีกกี่คนให้ใช้งาน

ฉันใดก็ฉันนั้น ตอนนี้คลอปป์คือผู้บัญชาของกองทัพที่ครั้งหนึ่งเคยขึ้นชื่อว่ามีเกมรุกที่น่าเกรงกลัว แต่วันนี้พวกเขาล้าเกินกว่าจะทำมันได้ แน่นอนว่ามันยากที่จะเปลี่ยนระบบการเล่น มันยากที่จะปรับอะไรก็ตามที่คลอปป์วางแผนกันมาตั้งแต่ปรีซีซั่น เราต้องเข้าใจคลอปป์ตรงนี้มาก ๆ

เพียงแต่ ตอนนี้การรักษาผลงานของทีม การประคองทีมให้รอดพ้นช่วงวิกฤติไปได้ ดูจะสำคัญที่สุด คลอปป์จะไม่สนใจ และดันทุรังไป พังถึงไหนก็ถึงก็ได้ เราแฟนบอลก็พร้อมจะเชียร์ไปด้วย เพราะทีมนี้คลอปป์สร้างมา เพียงแต่ว่าหากว่าการไปถึงจุดนั้นต้องสังเวยอะไรไปมากมาย ก็ไม่รู้ว่าจะคุ้มหรือไม่