รอได้ไหม เมื่อคลอปป์กำลังสร้างผลงานชั้นยอดชิ้นที่สอง

“แมนซิตีฯ ก็เปลี่ยนผ่านทีมเหมือนเรา ทำไมไม่เห็นเขาผลงานแย่เลย” เป็นหนึ่งในคำค่อนแคะ ยอดฮิตเมื่อเด็กหงส์พยายามอธิบายถึงสถานการณ์ความยากลำบากของทีมที่เจออยู่ นั่นสิ หากเรามองว่าสองทีมนี้เป็นคู่แข่งกันในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา เป็นทีมที่มียอดโค้ช และมีศักยภาพที่จะลุ้นทุกแชมป์ด้วยกัน

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แมนซิตีของเป๊บ ผลงานไม่แผ่วเลย แม้จะไม่เคยได้แชมป์ UCL แต่ว่ากันในลีกที่ต้องการความต่อเนื่องที่สุด พวกเขาคว้าแชมป์ลีกไป 4 ครั้งโดยมีหงส์แดงไปคั่นเพียง 1 ครั้งคือปี 2019-2020 มิเช่นนั้นพวกเขาคงลากยาวแชมป์ 5 สมัยติดต่อกันได้ไม่ยาก

เป๊บเมดตอด

หากจะหาข้อแตกต่างอะไรสักอย่างในระดับอภิปรัชญาการคุมทีมของสองทีมนี้ ที่จะมาอธิบายได้ ผมมองว่า เราต้องมองถึง วิธีการสร้างทีมของทั้งสองคน เพราะทั้งสองมีเป้าหมายเดียวกันคือสร้างยอดทีมของตัวเอง แต่วิธีการสร้างมันแตกต่างกันมาก ในรายละเอียด

ผมขอเปรียบเทียบง่าย ๆ ว่า งานสร้างทีมของเป๊บนั้นเหมือน “โรงงาน” ผลิตทีมฟุตบอลชั้นยอด โดยมีเป๊บเป็นนายช่างใหญ่คอยควบคุมกลไกของโรงงาน โรงงานของเป๊บมีระบบ วางกลไกผลิตในแต่ละชิ้นส่วนค่อนข้างเปะ และควบคุมคุณภาพให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตลอด เน้นให้ระบบมันขับเคลื่อนไปได้ หากอะไหล่ชิ้นไหน

วัตถุดิบชิ้นไหนไม่ดี หรือเสื่อม เป๊บไม่รอช้าที่จะเพิ่ม เสริม อะไหล่ที่ดี เพื่อให้ระบบมันยังทำงานได้ดี

เป็บแมละแมนซิตี ให้ความสำคัญกับ “ระบบ” มากกว่า “นักเตะ” เมื่อวานผมลองเทียบ 11 ตัวจริงของสองทีมนี้เมื่อ 4 ปีก่อน คือต้นปี 2019 กับชุดปัจจุบัน ปรากฏว่า ทีมของเป็บถ่ายเทนักเตะในชุดนั้นไปแล้วกว่า 7 คน

ยกตัวอย่าง ซาเน่ อเกวโร่ แฟนันดิญโญ่ สเตอร์ลิง เป็นต้น แล้วเสริมนักเตะขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โดยที่ระบบของพวกเขาแทบจะไม่ต้องปรับอะไรเลย อะไหล่ที่นำเข้ามาต้องทดแทนของเดิมได้ แน่นอนว่าหากไม่ได้ ก็จะต้องนำเข้ามาใหม่

แล้วก็ให้เกิดการแข่งขันในทีม เป๊บไม่สนว่าทีมของเขาจะมีนักเตะที่เป็นกองกลางซ้ำกันกว่า 8-9 คน ขอเพียงเขามี 3 คนที่ดีที่สุดลงสนามก็พอ ใครไม่ดีพอ ก็ต้องนั่งสำรอง หรือย้ายทีมไป และอไหล่พวกนี้คือของดีทั้งนั้น ชิ้นนี้ทำผลงานไม่ดี ชิ้นนั้นก็ทดแทนได้ทันที

เอาแค่กองหลังนะ ปี 2019 ลาปอร์กต์เจ็บ ซิตีซื้อดิอาช, กาเซีย, ต่อมาก็ซื้ออาเก้ มาปีนี้ล่าสุดก็ซื้อ อคานจี มาเสริมอีก แม้ สโตนส์ ลาปอร์กต์ พวกนี้จะหายเจ็บกลับมา ก็ต้องมาลุ้นแย่งตัวจริงกันเอาเอง ดังนั้นทีมของเป๊บไม่ซีเรียสที่จะต้องมีกองหลังระดับท็อปเดินชนกันในทีม 7-8 คน

เรียกว่าตำแหน่งไหนไม่ดี ไม่เวิร์ค เป๊บไม่ปล่อยให้เว้นเลย ตำแหน่งไหนมีปัญหาไม่ต้องรอนักเตะ ซื้อเพิ่มเข้ามา ปล่อยให้นักเตะแข่งขันแย่งตำแหน่งกันเอาเอง ใครดีก็อยู่ต่อ ใครไม่ดีก็ปล่อยไปหรือนั่งสำรอง

คลอปป์แฮนด์คราฟ

ขณะที่วิธีการทำงานของคลอปป์ เขาไม่ใช่โรงงาน ไม่มีเครื่องจักรขนาดใหญ่ แต่เป็นการทำงานแบบ แฮนด์เมด ค่อยๆ เจียระไน หาเหลี่ยมที่สวยที่สุดของเพชรเม็ดนั้น ไม่ใช่ทำเพชรทุกเม็ดบนโลกให้มีเหลี่ยมเดียวกัน ซาลาห์ มาเน่ ฟีร์มิโน่ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคลอปป์วางแผนให้พวกเขาเป็นแบบนั้นแต่แรกหรือมีระบบนี้มาก่อนตั้งแต่ดอร์ทมุนด์

แต่มันคือการค่อย ๆ หาว่านักเตะแต่ละคนเก่งตรงไหน ใครเล่นเข้ากับใคร จะเล่นเกมรุกยังไง ต้องช่วยเกมรับแบบไหน เน้นให้นักเตะเล่นด้วยความเข้าใจในปรัชญาของการเล่นเป็นทีม มากกว่าแค่เข้าใจว่าระบบของคลอปป์คืออะไร หมายความว่านักเตะสามารถเพิ่มเติมมิติของพวกเขาลงไปในเกมได้ ทำให้ระบบของคลอปป์มันมีมิติที่ซับซ้อนได้

คลอปป์เองก็เป็นบอลเน้นระบบเหมือนกัน นักเตะทุกคนสำคัญต่อทีม เพียงแต่เขาเป็นระบบที่นักเตะต้องใช้ทั้งพลังงานและความรู้สึกลงไปในเกมมากกว่าเป็นพิเศษ เป็นระบบที่มีหัวใจ มาด้วยกัน ไปด้วยกัน คลอปป์สร้างทีม สร้างระบบจากนักเตะชุดหนึ่ง ที่เขามี ปะทีละเล็ก โป๊ะทีละน้อย จูนจนเจอระบบและวิธีการเล่นที่เข้ากับนักเตะชุดนั้น แล้วก็พากันทุ่มเทไป

ในทางกลับกัน เราก็ต้องยอมรับว่า ด้วยการที่มันเป็นงานแฮนด์เมด ในทุกตำแหน่งมันจึงค่อนข้างเฉพาะตัว ระบบที่คลออปป์สร้างมาในรอบ 5 ปี ความเฉพาะของแต่ละตำแหน่งมันอิงอยู่กับ นักเตะแต่ละคน มันฝังคาแรกเตอร์ของนักเตะคนนั้นไว้ และทุกคาแรกเตอร์นั้นคลอปป์ก็ใช้เวลาหลอมรวมจนเป็นเครื่องจักรเดียวกัน

มันเหมือนต่างคนต่างทำ แต่ทำไปทิศทางเดียวกัน ฟุตบอลของคลอปป์มันจึงเป็นทีมที่เล่นสนุก และมีจุดเด่นในทุกมิติ มีไดนามิก และมันส่งผลให้จับทางบอลได้ยาก หรือจับทางบอลพวกเขาได้ ก็เปล่าประโยชน์ เพราะด้วยระบบและความเฉพาะตัวของแต่ละตำแหน่งมันคาดเดายาก มันเป็นการเล่นที่ซับซ้อนกว่าที่ทีมอื่นจะรับมือได้

ปัญหาคือ เมื่อองค์ประกอบแต่ละชิ้นส่วนของเครื่องจักรนี้ มันหายไป บางชิ้นเสื่อมสภาพ การหาอะไหล่มาเติมมันจึงยากมาก เพราะทุกชิ้นที่สร้างมามันโคตรแรร์ไอเทม บางชิ้นนะ ต้องเล่นเกับชุดนี้เท่านั้นถึงจะเก่ง พอเปลี่ยนไปที่อื่นก็เหลวไม่เป็นท่า แน่นอนคุณสามารถพาดพิงถึง คูตินโญ่ ได้เลย เขาคือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ว่าคาแรกเตอร์ของเขามันโดดเด่นกับหงส์แดง

ดังนั้น ราวกับว่า เครื่องจักรชิ้นนี้มันไม่มีทางปะซ่อมหรือเปลี่ยนอะไหล่ได้เลย เหมือนว่าจะมีทางเดียวคือ ต้องรื้อทั้งระบบ แล้วสร้างมันขึ้นมาใหม่ หรือจะบอกว่าเริ่มนับหนึ่งใหม่ก็ไม่ผิด ซึ่งเป็นงานที่ยากโคตร ยากกว่าตอนที่คลอปป์สร้างทีมครั้งแรกเสียอีก

เพราะการเอาของเก่า รวมของใหม่ ต้องสร้างกลไกทำงานใหม่ ต้องคงคาแรกเตอร์ของทุกชิ้นส่วนไว้ หาส่วนผสมที่ลงตัว อาจจะต้องเจียระไนใหม่ หาเหลี่ยมมุมให้มันใหม่ มันจึงต้องถอด ๆ รื้อ ๆ เครื่องทำงานดีบ้าง ทำงานพังบ้างอย่างที่เราเห็น

เราจะเห็นว่าหงส์แดงชุดนี้แบกผู้เล่นกว่า 7 คนจาก 5-6 ปีที่ผ่านมา พวกเขายังเป็นชุดใหญ่ของทีม ไม่ว่าจะเป็นฟรีมิโน่ ซาลาห์ เฮนโด้ มิลเนอร์ เทรนท์ ฟานไดจ์ค โรเบิร์ตสัน (ไม่นับอลิสซงก็ได้) นั่นหมายความว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมาหงส์แดงไม่มีการถ่ายเทนักเตะเลย เราใช้นักเตะชุดเดิมเป็นหลักมาตลอด

ว่ากันตามที่เห็น การโรเตชั่นของเราเพิ่งจะมาใช้เมื่อปีที่แล้ว เพราะต้องเล่น 4 ถ้วยนั่นแหละ

จะบอกว่าคลอปป์ไม่เพิ่มไม่เสริมนักเตะก็ไม่ใช่ ซื้อเข้าเกือบทุกปี ถ้าไม่นับแข้งใหม่ปีนี้ ก็มี เกอิตา, ชากิรี่, มินามิโนะ, โชตา, โกนาเต, ซิมิกาส, ติอาโก และบรรดาดาวรุ่งอีกมากมาย ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ไม่เสริม แต่มันอยู่ที่เสริมแล้วก็ “พอ” ต่อให้นักเตะเหล่านั้นใช้งานไม่ได้ บาดเจ็บพักยาว ยังไง ถ้ายังเป็นคนที่คลอปป์มองว่ายังใช้ได้เข้ากับระบบที่มี เขาก็แทบจะไม่เสริมสุ่มสี่สุ่มห้าเลย

ปัญหาที่เราเจอในปีนี้มีสองอย่างที่ใหญ่ ๆ คือ ส่วนประกอบพวกนี้เวลากำลังนับถอยหลัง พวกเขาผ่านจุดพีกของตัวเองมาแล้ว และต้องยอมรับว่าเกินครึ่งไม่สามารถเล่นได้ในระดับเดียวกับที่ตัวเองทำได้เมื่อ 3-4 ปีก่อนแล้ว นั่นทำให้ระบบมันรวน จากเดิมที่ระบบนี้มันซับซ้อนเพราะทุกส่วนมันไดนามิค มีพลวัตร ไม่หยุดนิ่ง จนอุดช่องโหว่ของทีมได้ ทำให้คู่แข่งจับทางไม่ได้ ต้านทานได้ยาก แต่ตอนนี้คู่แข่งรู้แล้วว่าเครื่องจักรชิ้นนี้เสื่อมมนต์คลังแล้ว จุดอ่อนที่เคยเจาะไม่ได้ ตอนนี้เจาะได้ง่ายมาก

มาชเตอร์พีชชิ้นที่สอง

ปัญหาใหญ่อย่างที่สองคือ ในชีวิตการทำงานของคลอปป์ เขามักจะสร้างงานระดับมาสเตอร์พีช ผลงานชิ้นเอกไว้กับสโมสรอย่างละ 1 ชิ้นเท่านั้น ซึ่งอยู่ในข่าย 7 ปี คือสร้างทีมรวมทีมประมาณ 2 ปี แล้วไล่ล่าความสำเร็จประมาณ 4 ปี จากนั้นเมื่อทีมโรยราก็แตกสลายแยกย้าย

หากนับตามวัฎจักรการทำงานของคลอปป์ปีนี้คือปีที่คลอปป์ควรวางมือจากหงส์แดงได้แล้ว เพราะผลงานชิ้นเอกที่เขาสร้างไว้กับทีมมันประสบความสำเร็จทุกอย่างแล้ว และกำลังเป็นขาลงที่ทุกอย่างกำลังจะกระจัดกระจาย แยกย้ายกันไป เพียงแต่ตอนนี้เขาไม่ไปไหน เขาท้าทายตัวเองใหม่ ว่าเขาจะสามารถสร้างมาสเตอร์พีชชิ้นใหม่ให้หงส์แดงได้หรือไม่ เป็นการท้าทายอีกหนึ่งขั้นของการคุมทีมในฐานะกุนซือ

หากเราลองมาแยกชิ้นส่วนอะไหล่ของทีมตอนนี้คลอปป์ได้อะไหล่ใหม่เข้ามาเยอะมาก กองหลัง โกนาเต แรมซีย์ ซิมิกาส, กองกลาง เอเลียตต์ อาร์ตูร์ ติอาโก คาร์วัลโญ่ แดนหน้า โชตา, ดิอาช นูเญช พวกนี้ยังไม่ถูกเจียระไนเลยครับ ยังหาเหลี่ยมที่ดีที่สุดของตัวเองไม่เจอ

เพราะแต่ละคนมาใหม่นี่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งนั้น เอาแค่นูเญช นี่ก็ไม่เหมือนนักเตะคนไหนที่คลอปป์เคยใช้งานที่นี่ นี่ยังไม่นับว่าจะต้องหลอมรวม หาระบบการเล่นที่ทำให้ทุกชิ้นส่วนเล่นด้วยกันได้อย่างทรงพลัง

อีกอย่างคือ คลอปป์ยังต้องใช้งานนักเตะเดิมที่อายุยังไปได้อีกไกล อย่างโกเมส อาร์โนล์ด โจนส์ ฟานไดจ์ค โรเบิร์ตสัน ที่พวกเขาเล่นกับนักเตะชุดเดิม เข้าขากับนักเตะและระบบเดิมมากกว่า พวกนี้ก็ต้องปรับตัว เรียนรู้ใหม่ และนับหนึ่งใหม่เหมือนกัน เผลอ ๆ อาจจะปรับตัวยากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

อย่างเร็วการรวมทีมสร้างทีมเซ็ตระบบใหม่ น่าจะใช้เวลา 2 ปี ฉะนั้นมันจึงไม่แปลกเลยที่ตอนนี้ระบบของคลอปป์มันจะยังไม่เวิร์ค ทำผลงานได้ไม่ดี แต่ข้อดีก็มีอยู่บ้างว่า คลอปป์ทำงานกับทีมมา 6-7 ปี เขามีทีมงานสนับสนุนที่ดี มีนักเตะที่มีคุณภาพสูงในทีม การสร้างทีมอาจจะไม่ต้องเสียเวลามากขนาด 2 ปี อาจจะแค่ 6 เดือนหรืออย่างช้าก็คือ 1 ฤดูกาล

ปัญหาอยู่ที่แฟนบอลอย่างเรานี่แหละครับว่าจะเข้าใจแค่ไหน จะยอมรับได้ไหมหากปีนี้เราจะแค่ลุ้นท็อปโฟร์ และผลงานกระท่อนกระแท่นมาก แฟนบอลจะรอคลอปป์ได้ไหม จะให้โอกาสเขาสร้างผลงานชิ้นเอกครั้งที่สองที่แอนฟิลด์ได้ไหม