ปัญหาใหม่ที่ยังไม่ใหญ่ และประเด็นน่าสนใจรอบวันหงส์

สัปดาห์นี้พรีเมียร์ลีกต้องเลื่อนการแข่งขันทั้งหมดออกไปทำให้เกมที่หงส์แดงจะต้องพบกับวูล์ฟได้ถูกเลื่อนออกไปก่อน และยังไม่แน่ว่าเกมที่จะพบกับเชลซีในวันที่ 18 นั้นจะทำการแข่งขันได้ตามปกติหรือไม่ แต่ที่แน่นอนคือข่าวว่าเกมกลางสัปดาห์ที่หงส์แดงจะเปิดบ้านพบกับแจ๊กซ์ใน UCL วันที่ 14 นี้จะยังไม่เลื่อน นี่เป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของทีมหงส์แดง ทีนี้มากันที่ประเด็นที่น่าสนใจรอบวันของเราบ้าง

เลือกฟีร์มิโน่

โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ เป็นนักเตะคนเดียวจากยุคสามประสานที่อนาคตกับทีมยังไม่แน่นอน อีกทั้งปีนี้หลังจากที่ลิเวอร์พูลทุ่มเงินซื้อกองหน้าตัวเป้าอย่างนูเญชมา เขาก็โดนจับตามองว่าจะยังมีบทบาทมากน้อยขนาดไหนกับทีม แต่จาก 7 นัดที่ผ่านมา เราก็เห็นแล้วว่า ฟีร์มิโน่ยังคงเป็นนักเตะที่มีบทบาทกับทีมของคลอปป์อยู่

เขายังเป็นตัวเลือกแรก ๆ ในแผนการเล่น 4-3-3 ของคลอปป์ร่วมกับดิอาชและซาลาห์ ทำผลงานได้เยี่ยมในเกมกับบอร์นมัธ ทีทำสองประตูกับสามแอสซิสต์ อีกทั้งยังมีบทบาทกับการเปลี่ยนแปลงการเล่นระหว่างเกมจาก 4-3-3 เป็น 4-2-3-1 ร่วมกับกองหน้าอย่างนูเญช ทำให้บทบาทในทีมของฟีร์มิโน่นั้นดูเหมือนจะยังสำคัญอยู่

ทำให้มีหลายฝ่ายเริ่มเสนอแนวทางการใช้งานฟีร์มิโน่ใหม่ เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับทีม ล่าสุดก็ คราเรนซ์ เซดอร์ฟ อดีตกองกลางชื่อดังของเอซี มิลาน และทีมชาติฮอลล์แลนด์ได้ออกมาแนะนำการใช้งานฟีร์มิโน่ว่าเขาเป็นนักเตะที่สามารถเล่นในบทบาทเดียวกับเบนเซมากองหน้าของเรอัล มาดริดได้ โดยเซดอร์ฟพูดถึงการจัดทัพหงส์แดงในเกมที่แพ้นาโปลีว่า ถ้าเป็นเขา เขาก็ยังจะเลือกฟีร์มิโน่เป็น 11 ตัวจริงอยู่ดี

เซดอร์ฟเผยว่า “สนามแห่งนี้ (บ้านของนาโปลี) ทำให้คุณตระหนักได้ว่า คุณไม่สามารถทำตัวสบาย ๆ จนเหมือนมาเดินเล่นได้ ผมคิดว่านักเตะลิเวอร์พูลก็คงจะเข้าใจถึงเรื่องนั้นดี แต่หากผมเลือกได้ ผมก็ยังจะเลือกฟีร์มิโน่เป็นตัวจริงอยู่ดี เพราะเขาเป็นแกนกลางของทีมหงส์แดงที่ทำผลงานได้ดีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา”

“เขาทำหน้าที่เหมือนกับที่เบนเซมาทำได้กับเรอัล มาดริด เพราะพวกเขารู้ว่าต้องทำยังไง เวลาที่ถอยลงต่ำมานิดหน่อย รวมถึงรู้ว่าต้องเล่นยังไงเมื่อถูกถ่างออกไปด้านข้าง ฟีร์มิโน่เป็นนักเตะเบอร์ 9 ที่อ่านสถานการณ์ได้ดี ว่าทีมต้องการอะไรจากจังหวะนั้น ๆ และฤดูกาลนี้คลอปป์ก็จะให้ความสำคัญกับเขาเป็นอย่างมาก ต่อให้จะได้นูเญช มาร่วมทีมก็ตาม”

ในความหมายของเซดอร์ฟก็คือ ต่อให้ลิเวอร์พูลได้นูเญชมา แต่บทบาทของฟีร์มิโน่ก็ไม่ลดลง อีกทั้งยังจะเพิ่มขึ้นด้วย เมื่อหงส์แดงต้องการนักเตะที่ลงมาล้วงบอลได้จากตรงกลาง เชื่อมเกมจากตรงกลาง พักบอลได้ และที่สำคัญคือ ความฉลาดเฉลียวและไหวพริบเชิงบอลของฟีร์มิโน่ยังไงก็ยังสร้างประโยชน์ให้ทีมได้อยู่ดี ตอนนี้ที่เหลือก็คงรอให้อะไรๆ มันลงล็อคสักหน่อย

ปัญหาใหม่ที่ยังไม่ใหญ่

ปีที่แล้วเมื่อผ่านไป 6 เกมในลีกหงส์แดงเสียประตูไปเพียง 4 ประตู และทั้งฤดูกาลเสียไป 24 ประตู เฉลี่ยแล้วเสียประตูไม่ถึง 0.5 ลูกต่อเกม ขณะที่ปีนี้ผ่านไปแล้ว 6 เกมเราเสียไป 6 ประตูเฉลี่ยนัดละ 1 ลูก หากใช้เกณฑ์นี้กำหนดหงส์แดงอาจจะจบฤดูกาลด้วยการเสียประตูมากกว่า 38 ลูก หรืออาจจะมากกว่าปี 2020-2021 ที่เราเสียกองหลังไปยกแผงคือเสียไป 42 ลูกเลยก็ได้

ปัญหาคือการโดนทำประตูในแต่ละลูกของหงส์แดงในปีนี้มันเกิดจากสถานการณ์ใกล้เคียงกันคือ “การโดนสวนกลับเร็ว” การโดนเล่นงานจากพื้นที่ว่างหลังกองหลังเนื่องจากกองหลังเราดันไลน์ขึ้นสูง สถิติจาก Opta บอกไว้ว่า เมื่อปี 2020/2021 ที่เราเสีย 42 ประตูนั่นนะ เราเสียประตูจากการโดนโต้กลับเร็ว หรือเคาวน์เตอร์ แอคแทก 15 ประตู จาก 53 เกม

แต่กับเกมนาโปลีเกมเดียวหงส์แดงเสียประตูจากลูกโต้กลับเร็วถึง 4 ลูก ในหนึ่งเกม และหากนับทั้งหมดที่แข่งมา 7 เกมก็โดนไปถึง 9 เม็ดจาก การโดนสวนกลับ เรียกว่าเกือบจะทุกประตูที่เสียมาจากจุดเดียวกัน หรือมีปัญหาที่เดียวกัน ซึ่งจำนวนนี้ปกติหงส์แดงจะเสียมัน คู่แข่งต้องใช้เวลาถึง 6 เดือน

ปัญหาตอนนี้คือ การดันเกมรับขึ้นสูงคือจุดอ่อนของทีมใช่หรือไม่ เป็นคำถามที่นักข่าวถามคลอปป์หลังเกมกับนาโปลี และคลอปป์ก็ตอบเสียงแข็งว่า “ไม่ใช่ ไม่เกี่ยว” คลอปป์ตอบบว่า “ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะการดันเกมรับขึ้นสูงของแนวรับหรอก แม้ว่ามันจะดูเสี่ยงมากก็ตาม แต่เราเล่นแบบนี้มาเพื่อให้เกิดความกระชับมากขึ้น”

ใช่ครับถ้ามองแค่มุมนี้ของคลอปป์มันก็ถูก เพราะหงส์แดงไม่ใช่เพิ่งมาเล่นเกมรับสูง แต่เล่นมาตั้งแต่ปี 2019-2020 ฤดูกาลแรกที่มีการนำเทคโนโลยี VAR มาในพรีเมียร์ลีกและเป็นฤดูกาลที่หงส์แดงได้แชมป์พรีเมียร์ลีก จนมีคนล้อว่าเป็นแชมป์ VAR นั่นและ

ลิเวอร์พูลดันกองหลังขึ้นสูง ไม่ใช่แค่เพราะต้องการกระชับพื้นที่แต่พวกเขาใช้ประโยชน์จาก VAR ในการเช็คล้ำหน้าด้วย พวกเขามีสถิติการชนะเช็คล้ำหน้าเป็นอันดับหนึ่งมาทุกปี หลายประตูมากที่คู่แข่งได้ประตูแล้ว ต้องโดนยกเลิกเพราะล้ำหน้าก่อน ยกเว้นปีนี้ ที่หงส์แดงไม่สามารถดักล้ำหน้าคู่แข่งได้ดีแบบปีก่อน ๆ เลย

คลอปป์จึงบอกว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การดันเกมรับขึ้นสูง คลอปป์อธิบายต่อว่า “ปัญหาที่แท้จริงคือ เราไม่เคยอยู่ใกล้คู่ต่อสู้มากพอเพื่อจะทำให้คู่แข่งกดดันต่างหาก” เป็นคำตอบที่อาจจะงง แต่แปลตรง ๆ ว่า มันไม่เกี่ยวกับกองหลังหรอก กองหน้า กองกลางต่างหาก ที่ไม่ได้เพรสซิ่งให้ดี ทำให้คู่แข่งมีโอกาสโจมตีกองหลังเรามากเกินไป

หรืออีกนัยหนึ่งคลอปป์กำลังจะบอกเราว่า ปัญหาที่เกิดนั้น เราจะมองแค่จุดใดจุดหนึ่งแล้วชี้ด่านักเตะคนหนึ่งคนใดไม่ได้หรอก มันเป็นปัญหาที่เกิดจากส่วนอื่น ๆ และกระทบถึงกันหมด จะมีปัญหาอะไรหากหงส์แดงเสีย 4 ประตูให้นาโปลีแล้วยิงได้ 5 ลูกจริงไหม เพราะเรามีโอกาสยิงมากกว่านาโปลีตั้งเยอะ ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาของคลอปป์เขาอาจจะไม่ได้มองว่าต้องแก้แค่จุดใดจุดหนึ่ง แต่อาจจะต้องแก้ทุกจุด ดีก็ดีทุกจุด แย่ก็แย่ด้วยกัน

ไม่ต้องห่วงคลอปป์

ผลงานที่ย่ำแย่ จนทำให้หลายคนอดที่จะห่วงอนาคตการทำทีมของคลอปป์ไม่ได้ แต่กับอดีตกุนซือของเราอย่าง ราฟาเอล เบนิเตส เขามองต่างออกไป นอกจากจะไม่ห่วงอะไรคลอปป์แล้วป๋ายังเชื่อว่านักเตะที่คลอปป์ทุ่มกระเป๋าซื้อมาแพงแสนแพงอย่าง นูเญช จะไม่ตามรอยเป็นนิวแคร์โรลล์แน่ โดยเขากล่าวกับสื่ออย่าง the times ว่า

“มันชัดเจนว่ากองกลางที่บาดเจ็บหลายคนสร้างความลำบาก และสิ่งกรณีที่นูเญชกำลังปรับกับการเล่นกับเพื่อนร่วมทีมแบบนี้ด้วย ทุก ๆ อย่างมันก็เลยลำบากขึ้นอีกเยอะ การโดนไล่ออกเมื่อไม่กี่เกมก่อนของเขา ส่งผลต่อศักยภาพในการปรับตัวและทำความเข้าใจของเพื่อนร่วมทีมในด้วย เพราะตอนแรกเขากะว่ามันน่าจะคลิ๊กกันได้เร็ว แต่เมื่อมาโดนไล่ออก ทำให้ไม่สามารถลงเล่นได้ แผนทุก ๆ อย่างที่วางไว้ก็เลยต้องปรับไปตามสถานการณ์”

“ข้อดีข้อเดียวของสถานการณ์นี้ก็คือ เขารู้ว่าเขาไม่ควรไปยุ่งกับพวกเขากองหลังอีกต่อไปแล้ว ผมคิดด้วยนะว่าเขาจะยิงประตูได้มากมายแน่ และเขานั้นมีมิติการเล่นที่แตกต่างจากฟีร์มิโน่ ที่ชอบจะถอนตัวลงต่ำและสร้างความได้เปรียบในแดนกลาง กล่าวคือเหมือนได้กลางรุกเพิ่มมาอีกคนหนึ่งและช่วยให้เพื่อนร่วมทีมยิงประตู

“แต่ในเคสของนูเญชเขาคือคนที่มักจะชอบเข้าไปอยู่ในเขตโทษ เขาคงจะต้องใช้เวลาอีกซักหน่อย และลิเวอร์พูลจำเป็นต้องมีคนยิงประตูได้เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเล่นเกมบุกของทีม ผมจึงไม่ได้เป็นห่วงอะไรเกี่ยวกับทีมของคลอปป์ผู้คนก็มักจะถามผมว่า หรือว่าพวกเขาเหนื่อยล้าจากฤดูกาลก่อนหรือเปล่า หากคุณดูจำนวนโอกาสที่พวกเขาทำได้ในช่วงยี่สิบนาทีท้ายของเกมกับเอฟเวอร์ตัน คุณน่าจะได้คำตอบกัน”

คลอปป์ก็ไม่แน่

เจสัน คันดี นักวิจารณ์ของ talkSPORT กลับไม่ได้มองแบบที่ราฟาเอล เบนิเตส มอง เขาบอกว่าสถานการณ์ของคลอปป์ก็ไม่น่าไว้ใจมากนัก และเขาออกจะแปลกใจด้วยซ้ำที่กุนซืออย่างทูเคิล โดนไล่ออก แต่คลอปป์กลับได้ทำทีมต่อ ทั้งที่ทำผลงานได้ย่ำแย่ เขากล่าวว่า

“เมื่อนักเตะคนหนึ่งเล่นได้แย่ แน่นอนนักเตะคนนั้นก็จะต้องรับผิดชอบเต็ม ๆ แต่เมื่อทีมเล่นแย่ละ ตรงนี้ทำเอาผมขำดังเลย ทุก ๆ คนต่างขำที่ทูเคิลโดนเชลซีไล่ออก ทั้งๆที่ลิเวอร์พูลนั้นสภาพย่ำแย่กว่าเชลซีซะอีกชั่วโมงนี้ ทูเคิลโดนไล่ออก แล้วทำไมคลอปป์ถึงจะไม่โดนไล่ออกละ ใครก็ได้อธิบายให้ผมฟังหน่อยสิ เพราะทูเคิลเพิ่งคว้าถ้วย UCL มาเมื่อ 18 เดือนก่อนเองนะ”

ถ้าจะตอบคันดีแทนคลอปป์ในฐานะแฟนหงส์ก็คงจะตอบคล้ายกับที่คลอปป์เคยตอบกรณีที่ฟูแล่มไล่ปาร์กเกอร์ออกว่า การมีเจ้าของทีมที่ถูกต้องนั้นสำคัญ และคลอปป์ก็บอกเองว่า เจ้าของทีมหงส์แดงนั้นใจเย็นพอ ที่สำคัญคือ เจ้าของทีมหงส์แดงยังแคร์ความรู้สึกแฟนอยู่นะ

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่แดนกลาง

ว่าด้วยการแก้ปัญหาฟอร์มการเล่นของหงส์แดงตอนนี้ กูรูหลายคนออกมาให้คำแนะนำไม่ซ้ำกันเลย ล่าสุด ตำนานของทีมอย่างสตีฟ นิโคล ก็ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ อีเอสพีเอ็น ว่า “ตรงนี้ผมไม่มีปัญหาอะไรเลยนะ คือคุณต้องเห็นใจหงส์แดงหน่อยที่ว่าตอนนี้ผู้เล่นเจ็บเยอะมาก เราจึงต้องให้มิลเนอร์ผู้ที่เซ็นสัญญาต่ออีกปี ลงเล่นแทนนักเตะตัวหลักเอาตอนช่วงครึ่งชั่วโมงหลัง เพื่อให้นักเตะตัวหลักได้พัก นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจึงเลือกต่อสัญญาเขา ก็เพื่อการนี้”

“แต่ตอนนี้เขาต้องเล่นกับเอเลียตต์ที่ยังเป็นเด็กใหม่ ต้องเรียนรู้อีกเยอะ ดังนั้นกองกลางสองในสามของคุณคือ คนไร้ประสบการณ์คนหนึ่ง และคนมากประสบการณ์เกินไปคนหนึ่ง แค่นี้ก็มีปัญหาแล้ว แต่ก็อย่างที่บอกเข้าใจได้เพราะเจ็บและยังไม่ฟิตพอลงตัวจริงได้หลายคน”

“สำหรับผมปัญหาที่ใหญ่หลวงกว่าก็คือแนวรับ และตรงนี้มันขึ้นอยู่กับการฝึกสอนของโค๊ชเลย เพราะแนวรับดูเหมือนไม่ได้ซ้อมวิธีการป้องกันอะไรเลยตั้งแต่เปิดฤดูกาลมา คือมันคือความย่อยยับอย่างถึงที่สุด”