3 เหตุผลที่การเปลี่ยนระบบไม่ใช่คำตอบของการแก้ปัญหาของหงส์แดง

ว่ากันตามฟอร์มการเล่นและผลงานแล้ว หงส์แดงตอนนี้ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่เราเห็นกูรูทั้งหลายอยากเห็นคลอปป์เปลี่ยนก็คือ การเปลี่ยนระบบการเล่นใหม่ เพราะทุกคนเชื่อว่า ระบบการเล่นที่เหมาะกับหงส์แดงมากที่สุดตอนนี้ไม่ใช่ 4-3-3 อีกแล้ว โดยเฉพาะระบบ 4-3-3 ที่เล่นแบบหน้าหลอก

แทบจะทุกสำนักที่ลงความเห็นว่าลิเวอร์พูลควรจะลองปรับมาเล่น 4-2-3-1 อย่างจริงจังซะที เพราะที่ผ่านมามันจะถูกใช้เฉพาะในครึ่งหลัง บางช่วงเวลาเท่านั้น หรือบางคนก็เสนอถึงขั้นว่า หากปัญหามันอยู่ที่เกมรับ ก็ลองปรับเป็นเล่นหลัง  3 คนไหม เพราะหงส์แดงขาดแคลนแดนกลางไม่ใช่แดนหลัง อีกทั้งยังสามารถดันเอาเทรนท์ขึ้นเป็นวิงแบ็กได้ ให้เขาอยู่ห่างจากเกมรับมากที่สุด

การปรับระบบการเล่นมันจะช่วยหงส์แดงได้จริงหรือ แล้วมันมีเหตุผลอะไรบ้างที่หากเราลองมองในมุมของคลอปป์แล้วการเปลี่ยนระบบการเล่นอาจจะไม่ใช่คำตอบ และการยอมเจ็บตอนนี้ อาจจะดีกว่าการพาทีมไปเสี่ยงในอนาคตก็ได้

แผนการเล่นทุกอย่างถูกเตรียมมาแล้ว

คุณคิดว่าการตัดสินใจซื้อนูเญช คาร์วัลโญ่ นั้นเกิดขึ้นภายในกี่วัน 1 เดือนก่อนตลาดซื้อขาย หรือ 1 ปีก่อนหน้านั้น คำตอบที่พอจะได้รับทราบมาคือ มันมีการพูดคุยกันเกี่ยวกับการซื้อตัวนูเญชมานานมากแล้ว นับตั้งแต่มาเน่เดินเข้าไปแจ้งความประสงค์ของตัวเองว่าเขาอยากจะย้าย

ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่คลอปป์จะแค่เดินไปบอกนักเตะว่า “เฮ้ พวกนาย ฟังนะ ตอนนี้ทีมเรามีปัญหาแดนกลาง ไม่พร้อม ฉะนั้น อีกสามวันพวกเราจะลงไปเล่นด้วยระบบ 4-2-3-1 นะ พวกนายเตรียมตัวให้พร้อม” มันไม่ใช่เรื่องง่ายแบบนี้แน่ ๆ

เป๊บ ลินเดอร์ส มือขวาของเป๊บเคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า รูปแบบการเล่นตลอดทั้งฤดูกาลที่เราเห็น ส่วนใหญ่ไม่ใช่การปรับหน้างานหรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ 80 เปอร์เซ็นต์ มันถูกศึกษาข้อมูลจากการเล่นของปีที่แล้ว และนักเตะที่จะเข้ามาใหม่ ก่อนจะลงไปเป็นแผนซ้อมสำหรับปรีซีซั่น และแม้จะลงเล่นไปแล้ว แต่แผนการเล่นส่วนใหญ่จะเข้าที่เข้าทางก็ใช้เวลาเกือบ 3-4 เดือน

สมมติว่า ปีที่แล้วทีมงานหงส์แดงศึกษามาแล้วว่ามีอะไรที่ต้องแก้บ้าง มีอะไรที่ต้องปรับปรุงบ้าง และศึกษามาแล้วว่าปีนี้จะใช้งานนักเตะคนไหนยังไง จะเล่นแผนไหน แทคติกไหน ยังไง จากนั้นพวกเขาก็วางโปรแกรมซ้อมในช่วงปรีซีซั่น อาจจะมีการจ้างงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องเข้ามาเพื่อสนับสนุนการซ้อมบางอย่าง ต้องเรียกนักเตะมาทำความเข้าใจ

ฉะนั้นการจะเปลี่ยนระบบการเล่น มันจึงยากมาก คุณอาจจะมองว่า จะไปยากอะไร โค้ชคนอื่นก็เปลี่ยนระบบกันได้ และคุณอาจจะมองว่าถ้าโค้ชเก่งจริง ก็ต้องปรับการทำงานได้สิ นั่นเพราะคุณคิดจากมุมมองของคนที่อาจจะทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงาน 4-5 คนในที่ทำงาน

แต่องค์กรระดับสโมสรอย่างหงส์แดงที่ทุกอย่างถูกเซ็ตกันข้ามปีใส่ใจรายละเอียดทุกขั้นตอน การจะเปลี่ยนระบบการเล่นของทีมมันกระทบต่อทุกมิติแน่นอน ชนิดที่ผมและคุณก็อาจจะจินตนาการไม่ออกว่า มันจะกระทบอะไรนักหนา ขนาดนั้น แต่เอาเป็นว่า ระบบแบบแผนที่เตรียมมาแล้ว เป็นเงื่อนไขสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้การเปลี่ยนระบบการเล่นเป็นไปได้ยาก

อย่าว่าแต่การเปลี่ยนไปเล่นหลัง 3 ที่แทบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลยในยุคของคลอปป์ เอาแค่การเปลี่ยนไปเป็น 4-2-3-1 เนี่ย มันก็ไมได้ง่ายนัก บางทีมันอาจจะเป็นแผนที่คลอปป์เตรียมใช้งานมันอยู่แล้ว เพียงแต่มันอาจจะยังเป็นช่วงเริ่มต้นการใช้งาน มันยังไม่สมบูรณ์ขนาดจะนำมาใช้เป็นแผนการเล่นหลักทันที ประเด็นสำคัญก็คือ คุณยังไม่ได้ทำตามแผนที่เตรียมมาอย่างเต็มที่เลย จะเปลี่ยนแผนกลางคันเหรอ คิดตามยังไงก็ไม่สมเหตุสมผล

ปัญหาคือวิธีการเล่นไม่ใช่ระบบการเล่น

สิ่งที่แฟนบอลมองเห็นมันง่ายมาก เพราะเรามองว่า การเปลี่ยนไปเป็น 4-2-3-1 มันดีสิ เพราะเราจะมีตัวรุก 3 คน และมีกองหน้าตัวเป้าอีก 1 คน มันจะต้องทำประตูคู่แข่งได้แน่ ๆ แต่ลืมมองไปว่า จุดสำคัญของปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องระบบการเล่นเลย แต่เป็นเรื่องของวิธีการเล่น

อย่างประเด็นล่าสุดที่คนวิจารณ์การเล่นเกมรับสูง ดันไลน์เกมรับขึ้นสูงแล้ว โดนโต้กลับจนเสียประตูบ่อย คนก็ไปมองแค่ว่า ก็นี่ไง กองหลังขึ้นสูงมันก็มีช่องว่างเยอะ โดนโจมตีง่าย ดังนั้นก็อย่าดันขึ้นสูงสิ ดังนั้นก็เล่นหลังสามสิ แค่นี้ก็แก้ปัญหาได้แล้ว โอ้ ถ้าปัญหามันแก้ง่ายขนาดนั้นหงส์แดงคงได้แชมป์ทุกปี

แต่คลอปป์ไม่ได้มองเรื่องระบบการเล่นเลย แม้แต่นักเตะหงส์แดงทุกคนที่ให้สัมภาษณ์ไม่มีใครพูดเรื่องระบบการเล่นเลย แต่พวกเขากำลังพูดถึงวิธีการเล่นต่างหาก คลอปป์มองว่า นักเตะเราไม่ได้ช่วยกันเพรสตั้งแต่แดนบน ไม่ได้กดดันผู้เล่นของคู่แข่งเท่าที่ควร หรือมองแบบน้าแกรม ชูเนสส์ ก็บอกว่า หงส์แดงเข้าถึงบอลช้ากว่าคู่แข่ง ซึ่งหากเป็นเมื่อก่อน นักเตะหงส์แดงจะเข้าถึงบอลเร็วกว่าคู่แข่ง ดังนั้นมันชัดเจนว่าปัญหาที่เราเจออยู่ทุกวันนี้เป็นเรื่องของวิธีการเล่น มากกว่าระบบการเล่น

คำถามก็คือ เปลี่ยนวิธีการเล่น กับ เปลี่ยนระบบการเล่นอันไหนยากกว่ากัน คำตอบคือ เปลี่ยนระบบการเล่นมันยากกว่าเยอะ เพราะระบบการเล่นมันเป็นตัวกำหนดวิธีการเล่นของคุณ ลิเวอร์พูลเล่นแบบนี้มา 6-7 ปี พวกเขาคุ้นชินกับวิธีการเล่นนี้ ซ้อมด้วยวิธีการเล่นนี้ ดังนั้นหากคุณจะเปลี่ยนระบบการเล่น ก็อาจจะหมายถึงการปรับวิธีการเล่นทั้งหมดใหม่ และนั่นหมายถึงความเสี่ยงที่คุณคาดเดาไม่ได้เลย เพราะมันจะต้องใช้เวลาและมันจะต้องพลาดบ่อยมาก

ขนาดเป็นวิธีการเล่นที่คุณคุ้นเคยมานาน คุณยังทำไม่ได้ หากจะเปลี่ยนระบบการเล่นใหม่ เราจะเอาอะไรมารับรองว่ามันจะเวิร์คและมันจะดีกว่าวิธีการเล่นแบบเดิมที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้วว่าดี เพราะมันทำให้เราคว้าแชมป์มาแล้วทุกรายการ

สิ่งที่ทำให้วิธีการเล่นของหงส์แดงตอนนี้มันไม่เหมือนเดิม ก็เพราะอย่าลืมว่าเรามีนักเตะใหม่เข้ามากี่คน เรามีนักเตะที่เจ็บกี่คน และทั้งหมดนี้เพิ่งจะเริ่มซักซ้อมวิธีการเล่น ระบบการเล่นกับทีมได้ไม่นาน ยังไม่นับแท็กติกต่างๆ ที่ซ้อมกันมาตั้งแต่ปรีซีซั่น ที่มันยังทำได้ไม่เต็มที่เลย ดังนั้นการยอมเจ็บจากวิธีการเล่นที่พลาดมันจึงคุ้มค่าที่จะรอมากกว่าการไปเสี่ยงกับระบบการเล่นที่อาจจะดีแต่ “ไม่มีวิธีการเล่น” ที่เหมาะกับเราก็ได้ และปัญหาสุดท้ายที่ใหญ่ที่สุดตอนนี้คือข้อต่อไป

จิตใจของนักเตะ

ช่วงนี้ตามสื่อต่าง ๆ เริ่มมีการเอาจังหวะที่หงส์แดงเสียประตูในเกมต่างๆ มาย้อนดูกัน เพื่อให้เราเห็นภาษากายของนักเตะหงส์แดงแต่ละคนเวลาเล่นเกมรับว่า มันไม่พร้อมขนาดไหน โดยเฉพาะประตูที่เราเสียประตูที่สองให้นาโปลี ที่ผู้เล่นของนาโปลีแค่ 2 คนทำชิ่งกันภายใต้วงล้อมของนักเตะหงส์แดงกว่า 5 คนที่เห็นเหตุการณ์ โดยที่แต่ละคนต่างทำได้แค่วิ่งเหยาะ ๆ ตาม บางคนอาจจะแค่ส่งสายตาไปป้องกัน

จังหวะพวกนี้มันสะท้อนให้เห็นว่า ตอนนี้ปัญหาสำคัญจริง ๆ ของหงส์แดงคือ นักเตะหมดใจมาก ๆ โดยที่เราเองก็ไม่รู้ได้เลยว่าเพราะอะไร ทำไมนักเตะหงส์แดงที่ขึ้นชื่อว่า ไม่ยอมแพ้ วิ่งสู้ฟัดทุกจังหวะ ถึงได้แสดงความป้อแป้มาให้เราเห็นได้ขนาดนี้

มันอาจจะมีหลายเหตุผลที่มาสนับสุนน เช่น ก็นักเตะเรากรำศึกหนักมา 63 เกมเมื่อฤดูกาลก่อน แถมได้พักน้อยช่วงปรีซีซั่น ใครมันจะมีน่องเหล็กขนาดนั้นละ และอีกอย่างนักเตะเราก็เจ็บเยอะด้วย หรือจะมีเหตุผลว่า อีกแค่ 70 วันฟุตบอลโลกก็จะเตะแล้ว นักเตะทุกคนก็อยากเล่นบอลโลกทั้งนั้น ไม่มีใครอยากวิ่งไล่จนเจ็บตัวหรอก ทุกคนก็อยากเล่นแบบประคอง ๆ ทั้งนั้น นักเตะคนสำคัญของทีมอย่างฟานไดจ์คเนี่ย กำลังจะได้เล่นบอลโลกครั้งแรกในวัย 31 ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายไหม

หรือมันอาจจะเลยเถิดไปถึงว่า นักเตะค่อนทีมไม่มีความกระหายอะไรแล้ว พวกเขาหมดจิตหมดใจ ไม่ท้าทายอะไรแล้วกับหงส์แดง เพราะได้มาหมดเกือบทุกแชมป์แล้ว มันจึงไม่แปลกที่เราจะเห็นว่านักเตะที่ยังวิ่งในสนามอย่างบ้าคลั่งจะเป็น ดิอาช คือเรื่องสภาพจิตใจนี่ เราต้องละไว้นิดหนึ่ง ตรงที่ว่าเราไม่สามารถอ่านใจนักเตะได้ เราจะไปบอกว่านักเตะไม่ตั้งใจเล่น เล่นไม่เต็มที่ก็ไม่ได้ มันอาจจะมีปัญหามากมายกว่านั้นก็ได้ แต่เชื่อเถอะ ต่อให้แผนอะไร ระบบไหน ถ้าใจนักเตะมันสู้มันพร้อม ยังไงก็เล่นได้

โดยสรุป

โดยสรุป ผมพอจะเข้าใจตามที่คลอปป์พยายามให้สัมภาษณ์มาตลอดว่า ปัญหาที่หงส์แดงเจออยู่ตอนนี้ ไม่ได้อยู่ที่ระบบการเล่นของเรา แต่อยู่ที่วิธีที่เราเล่นต่างหาก ปัญหามันมีแค่นั้นเลย และการเปลี่ยนระบบก็ไม่ได้ตอบโจทย์การแก้ปัญหาได้จริง จะ 4-3-3 หรือ 4-2-3-1 มันแทบไม่แตกต่างกันในวิธีการยืน และวิธีการเล่นเท่าไหร่ ปัญหาคือ ไม่ว่าจะเล่นระบบไหน นักเตะตอบสนองต่อวิธีการเล่นได้มากน้อยขนาดไหนต่างหาก

อีกทั้งการเปลี่ยนระบบการเล่นมันไม่ได้ทำกันง่าย ๆ เหมือนเปลี่ยนจากนั่งมอเตอร์ไซด์ไปนั่งรถยนต์ ต่อให้เราเปลี่ยนไปใช้หลัง 3 หรือหลัง 5 ด้วยวิธีการเล่นของเราตอนนี้ คุณคิดเหรอว่า มันจะช่วยได้จริง ๆ โจทย์มันจึงเป็นแค่ว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้เราดึงเอาวิธีการเล่นแบบนั้นกลับมาสู่ทีมให้ได้อีกครั้ง

วิธีการเล่นที่คลอปป์บอกว่า คู่แข่งต้องไม่อยากเจอเรา วิธีการเล่นที่เราต้องเข้าถึงบอลก่อน ต้องสร้างความกดดันให้คู่แข่ง วิธีการเล่นที่เราอยากเป็นผู้ชนะจริง ๆ และเรามีความกระหายจะทำผลงานร่วมกันจริง วิธีการเล่นเนี่ยมันเป็น สไตล์ เป็นปรัชญา เป็นหัวใจ ของทีมและผู้จัดการ การที่คุณจะบอกให้เขาเปลี่ยนวิธีการเล่น มันอาจจะเท่ากับการไล่เขาออกทางอ้อมนั่นแหละ