เบื้องหลังความแอ็ค การหล่นหายและตามหา กับราคาที่ต้องจ่ายของการเป็นผู้ใหญ่

ผมไม่ได้แม่นประวัติศาสตร์สโมสรเพราะดูฟุตบอลมาไม่เกิน 20 ปี แต่ก็พอจะฟันธงได้ว่าในรอบกว่า 30 ปีมานี้ ไม่มีนักเตะจากอคาเดมีของหงส์แดงคนไหนที่ประสบความสำเร็จรวดเร็วและมากมายเท่ากับเทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนล์ด อีกแล้ว ไมเคิล โอเว่น, สตีเว่น เจอร์รราร์ด เป็นสองนักเตะจากอคาเดมีในยุค 30 ปีที่น่าจะประสบความสำเร็จกับสโมสรเยอะที่สุด

โอเว่นเล่นเป็นตัวหลักให้หงส์แดงกว่า 7 ปี ได้รางวัลบัลลง ดอร์ แต่ในแง่ของแชมป์เมเจอร์ เขาได้แค่ยูฟ่าคัพ ลีคัพ เอฟเอคัพ ไม่เคยได้พรีเมียร์ลีกและยูฟ่าแชมป์เปียนส์ลีก ขณะที่เจอร์ราร์ดเล่นเป็นตัวหลักให้หงส์แดงมากกว่า 15 ปี ได้แชมป์ UCL 1 ครั้ง ในระดับลีกก็ไปถึงแค่รองแชมป์ 3 สมัย ปี 2002, 2008 และ 2014

ขณะที่เทรนท์อเล็กซานเดอร์ อาร์โนล์ด ลงเล่นเป็นตัวหลักให้หงส์แดงตั้งแต่อายุ 19 ปี เขาถูกดันขึ้นชุดใหญ่ตั้งแต่ปี 2017-2018 ปีที่ได้ลงเล่นต่อเนื่อง แย่งตำแหน่องแบ็กขวากับโกเมส แต่เมื่อเริ่มปี 2018-2019 เขาก็ยึดตำแหน่งตัวจริงเรื่อยมากว่า 5 ฤดูกาล คว้ามาแล้วทุกแชมป์เมเจอร์ที่มี ทำสถิติส่วนตัวไว้มากมายหลายอย่าง

ไม่ใช่แค่ระดับสโมสรนะครับ หากเรามองไปทั่วยุโรป เราจะหานักเตะอายุ 23 ปีคนไหนบ้างก็ประสบความสำเร็จได้มากและเร็วเท่ากับเทรนท์ โดยเฉพาะผลงานที่โดดเด่นเป็นตัวหลักของทีมขนาดนี้ เขาทำแอสซิสต์ให้หงส์แดงไปแล้วกว่า 57 ลูก มันอาจจะมากกว่าที่สโมสรหนึ่งจะทำได้รวมกันในช่วง 5 ปีเสียอีก

ผลงานที่ดูดีมาตลอด 5 ปี ความสำเร็จที่คว้ามาแล้วทุกรูปแบบ แล้วจู่ ๆ มาปีนี้ฟอร์มของเขาก็หล่นหายไปแบบน่าใจหาย เราจะสามารถบอกได้ไหมว่า ความสำเร็จที่มาเร็ว ขนาดนี้ อาจจะทำให้อาร์โนล์ดตกอยู่ในสภาวะอิ่มตัว ขาดแรงจูงใจ หมดแพชชั่นในการเล่น ไปบ้าง คงไม่ถึงกับหมดเลย แต่มันอาจจะมีส่วนก็ได้

สิ่งที่หล่นหาย

สิ่งที่หายไปอย่างน่าตกใจคือ การแอสซิสต์ของเทรนท์ เกมลีกผ่านไปแล้ว 6 เกม เขาได้ลงเป็นตัวจริงต่อเนื่องทั้ง 6 เกม เป็นเวลากว่า 483 นาที แต่เขายังไม่สามารถทำแอสซิสต์ให้เพื่อนได้เลยสักลูก ขณะที่โรเบิร์ตสันที่ลงไปเล่น 409 นาทีทำได้ 1 แอสซิสต์ ซิมิกาสลงเล่นไป 131 นาทีทำได้ 2 แอสซิสต์

เมื่อลองสืบค้นไปตั้งแต่ปี 2018-2019 ปีที่เขาสัมปทานตำแหน่งแบ็กขวาตัวจริงของหงส์แดง ไม่เคยมีฤดูกาลไหนเลยที่ผ่าน 6 นัดแรกของลีกแล้วอาร์โนล์ดยังทำแอสซิสต์ไม่ได้ ปี 2018-2019 ผ่านไป 6 นัดเขาทำได้ 1 แอสซิสต์ ปี 2019-2020 ทำได้ 2 แอสซิสต์ ปี 2020-2022 ทำได้ 1แอสซิสต์ ปี 2021-2022 ทำได้ 2 แอสซิสต์

อย่างต่ำ ๆ เขาจะต้องมีสัก 1 แอสซิสต์ใน 6 เกมแรก เกิดอะไรขึ้น ทั้ง ๆ ที่สถิติต่าง ๆ ของเขาไม่ได้ลดลงเลย ปีนี้เขามีค่าเฉลี่ยการจ่ายคีย์พาส 4 ครั้งต่อเกม เขายังครอสเฉลี่ย 4.5 ครั้งต่อเกม วางบอลยาวมากกว่า 6.3 ครั้งต่อเกม เป็นสถิติที่อาจจะเยอะกว่าปีก่อน ๆ ด้วยซ้ำ ทั้งที่ฤดูกาลนี้หงส์แดงมีนักเตะอย่างนูเญชเข้ามา ถึงจะลงเล่นด้วยกันไม่มากก็เถอะ แต่อาร์โนล์ดกลับคลำหาแอสซิสต์ของตัวเองไม่ได้เลย

การพยายามที่มากครั้ง แต่ประสบความสำเร็จน้อย มันอาจจะสะท้อนถึงแรงกดดัน ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการเล่นก็ได้ ยิ่งทำไม่สำเร็จ ยิ่งพยายามมากขึ้น ก็ยิ่งพลาดมากขึ้น มันเป็นแบบนั้นหรือไม่ ภาษากายของเทรนท์อาจจะเป็นคำตอบที่แฟนบอลเห็นได้ชัดที่สุดในหลายเกม

จากนักเตะที่วิ่งสู้ฟัดทุกจังหวะ เขาอาจจะวิ่งแพ้ โดนคู่แข่งเลี้ยง พาทัวร์ โดนเจาะ แต่สิ่งที่เราไม่เคยเห็นคือ การที่เขาหยุดวิ่ง หรือไม่สู้ แต่ฤดูกาลนี้ภาษากายของอาร์โนล์ดหลายครั้ง เขาแสดงออกมาว่า ไม่เอา ไม่เข้า จนถูกวิจารณ์ว่าเล่นแบบติดแอ็คนั่นแหละ

ติดแอ็คหรือเปล่า ผมว่ามันถกเถียงกันได้ หลายคนพยายามอธิบายช่วยว่า สาเหตุที่เทรนท์ทำผลงานได้ไม่ดีเพราะ อาการล้าจากฤดูกาลก่อน ที่เหมือนจะเป็นยัญกันข้อผิดพลาดของนักเตะทุกคนในทีมตอนนี้ และไม่มีกองกลางอย่าง เฮนเดอร์สัน คอยช่วย ก็ดูจะเป็นคำตอบแบบกำปั้นทุบดินของเทรนท์ไปแล้ว

แล้วถ้ามันไม่เกี่ยวกับอาการล้า ไม่เกี่ยวกับการไม่มีเฮนโด้เท่านั้นละ หากมันเป็นปัญหาในเรื่องของการขาดแรงจูงใจของเทรนท์เอง เหมือนอย่างที่ผมว่ามาตอนแรก คือ การที่เขาประสบความสำเร็จกับทีมเร็ว ในช่วงอายุที่ยังน้อยมาก หากปัญหามันคือส่วนนั้นแล้วลามมาถึงผลงานที่ไม่ค่อยดีอย่างที่เราเห็นในตอนนี้ ทางแก้ของมันคืออะไร

มองใหญ่ขึ้นไปในระดับทีม ตอนนี้คล็อปป์กับลิเวอร์พูล ยังมีสิ่งใดที่ไม่ได้มาครองหรือ ในทางกลับกันเมื่อเรามองไปที่ทีมอื่น ๆ ในลีก พวกเขาต่างมีบางสิ่ง “ที่ยังไม่ได้” เรือใบของเป๊บยังไม่ได้แชมป์เปียนส์ลีก นั่นเป็นเป้าหมายที่เป็บยังใช้กระตุ้นนักเตะได้เสมอ แม้พวกเขาจะได้แชมป์ลีกมาครอง 4 ครั้งแล้วก็ตาม แมนยู อาร์เซนอล เชลซี สเปอร์ส พวกเขาห่างหายจากแชมป์ลีกไปนาน นี่คือแรงกระตุ้นที่ขับเคลื่อนให้คนยอมทำงานหนัก

หลายคนอาจจะแย้งว่า ก็การคว้าแชมป์อีกครั้งไง คว้าแชมป์มาก ๆ แต่มันต่างกันนะครับ เป้าหมายที่เคยได้แล้ว กับเป้าหมายที่ยังไม่เคยได้ แรงกระตุ้นมันต่างกันมาก ลิเวอร์พูลเคยใช้ความพ่ายแพ้นัดชิง UCL ปี 2017-2018 เป็นแรงกระตุ้นให้ได้แชมป์ในฤดูกาลต่อมา

เราเคยใช้การพลาดแชมป์ลีกไปแค่ 1 แต้ม ในฤดูกาล 2018-2019 มาเป็นแรงกระตุ้นในการคว้าแชมป์ลีกในปีต่อมา สาเหตุที่มันกระตุ้นได้ดี เพราะ พวกเขายังไม่เคยได้ยังไงละ

สมัยเจอร์ราร์ด สิ่งที่เป็นแรงขับเคลื่อนผลักดันให้เขายังสู้อยู่ทุกปี เพราะเขาอยากประสบความสำเร็จกับทีม เขายอมรับเองว่าในสมัยที่มูริญโญ่ชวนเขาไปอยู่ด้วยที่เชลซีและเกือบจะได้ย้ายนั้นแรงขับดันส่วนหนึ่งก็มาจากการที่เขาอยากจะประสบความสำเร็จในลีกสักครั้ง

สิ่งที่ตามหา

เทรนท์เป็น 1 ใน 7 ของนักเตะชุดใหญ่ตอนนี้ที่ร่วมกันคว้ามาทุกแชมป์แล้ว ไล่ตั้งแต่ อลิสซง,ฟานไดจ์ค,โรเบิร์ตสัน,ฟาบิญโญ่,ซาลาห์, ฟีร์มิโน่ พวกนี้ผ่านความสำเร็จมาทุกอย่างกับทีมแล้ว ปีนี้เราจะสังเกตุเห็นว่านักเตะที่ดูมีความมุ่งมั่นในสนามหน่อย ล้วนแต่เป็นนักเตะใหม่ นักเตะที่ยังไม่ได้คว้าแชมป์ใหญ่กับทีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นซิมิกาส, ติอาโก แม้จะเจ็บบ่อย แต่หากหายเจ็บมา เขาก็จะมีแรงกระตุ้นในสนามเสมอ ดิอาช เอเลียตต์ คาร์วัลโญ่ และกระทั่งนูเญช พวกนี้ดูมีแรงกระหายชัดเจน

สาเหตุที่ผมไม่ได้ใส่ชื่อของเฮนเดอร์สันและมิลเนอร์ลงไปด้วย เพราะผมมองว่านักเตะสองคนนี้ไม่ได้อยู่ในฐานะจะอิ่มตัว พวกเขาอยู่ในฐานะของผู้นำทีม นั่นเป็นหน้าที่ เป็นภาระ การแบกความเป็นผู้นำทำให้พวกเขายังมีความมุ่งมั่นสูง

ใช่แล้วครับ นี่เป็นทางแก้อย่างหนึ่งที่ผมมองว่า จะช่วยกระตุ้นหรือยกระดับจิตวิญญาณ แรงปรารถนา ของเทรนท์ขึ้นมาได้ก็คือ คล็อปป์จะต้องมอบภาระความเป็นผู้นำให้เขาบ่อย ๆ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เทรนท์ปรารถนามาตั้งแต่เด็ก และน่าจะเป็นสิ่งเดียวที่มันยังไม่สมบูรณ์ในตอนนี้ก็คือ เขาอยากเป็นกัปตันทีมของหงส์แดง

มันไม่ได้หมายความว่าจะต้องเปลี่ยนปลอกแขนให้เขาเลยนะครับ และในวัย 23 ปีคงจะเร็วเกินไปที่เขาจะรับภาระหนักขนาดนี้ได้ แต่ผมคิดว่าคลอปป์สามารถให้เทรนท์เป็นกัปตันได้ในบางเกม ของบอลถ้วย โดยที่ไม่ต้องสนว่าในสนามจะมีฟานไดจ์ค เฮนเดอร์สันอยู่หรือไม่ นี่จะเป็นรางวัล เป็นสิ่งที่จะทำให้เทรนท์มีแรงฮึดขึ้นมาอีกครั้งได้

ไอ้อาการ แอ็ค ที่โดนตำหนิ โดนว่านั่นนะ ผมว่าไม่ได้มองแบบนั้นเลย แต่มองว่าเทรนท์กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากวัยรุ่นสู่วัยเป็นผู้ใหญ่ต่างหาก เขาอยากจะนิ่งขึ้น เขาอยากจะเก๋าขึ้น มันไม่ใช่เรื่องแปลก เพียงแต่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านมันเป็นช่วงที่อ่อนไหว มันมักจะมีบางสิ่งที่หล่นหาย มันมีราคาที่ต้องจ่าย

ในฐานะผู้ใหญ่ ในฐานะตัวหลักของทีม เทรนท์ไม่ใช่ไอ้หนูเทรนท์อีกต่อไป ปีนี้จะเป็นปีแรกที่เราจะไม่ได้เห็นใครเรียกเขาว่าไอ้หนูอีกแล้ว และนั่นทำให้ทุกความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมันจึงใหญ่ขึ้นตามตัว ตามวัยของเขา เพราะในวัยเด็ก ความผิดทุกอย่างได้รับการให้อภัย หารสอง แต่ตอนนี้เทรนท์ต้องรับผิดรับชอบเต็ม ๆ คุณไม่สามารถจะรอให้ใครมาประคองคุณได้อีกทั้งในสนามและนอกสนาม

มันจะเป็นปีที่ท้าทายและหนักหนาสำหรับเทรนท์ แต่ก็จะเป็นก้าวสำคัญสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่มั่นคงของตัวเขาเอง