โจเอล มาติป หนูสีเทา หมอผีไร้มนต์ ผู้กำลังหลุดพ้นจากเงาของฟานไดจ์ค

โจเอล มาติป ชื่อนี้หากเป็นเมื่อ 4-5 ปีก่อน เด็กหงส์หรือทีมไหน ๆ ได้ยินชื่อ ก็คงส่ายหัว เขาเป็นแค่นักเตะที่หงส์แดงได้ตัวมาฟรี ๆ จากทีมชาลเก้ 04 ในเยอรมัน ปีเดียวกับที่หงส์แดงซื้อตัวมาเน่และไวนาดุมเข้ามา ตอนนั้นเขาเพิ่งจะอายุ 25 ปีเท่านั้น เพราะเป็นนักเตะฟรีค่าตัว ทำให้เขาเองไม่ได้เป็นที่จับตามองของแฟนบอลมากนัก

จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้วนี้เอง มาติปได้ฉายาที่เรียกกันแบบขำ ๆ ว่า ลิโอเนล มาติป อันบ่งบอกถึงจุดเด่นอย่างหนึ่งของเขาที่กองหลังคนอื่น ๆ ในพรีเมียร์ลีกทำไม่ได้คือการพาบอลเลี้ยงขึ้นหน้าทำเกมรุกให้กับทีม สรีระที่ดูเหมือนจะเชื่องช้า แต่กลับคล่อง ว่องไว เป็นตัวรุกจากแดนหลังที่หาตัวจับยากคนหนึ่งของลีกไปแล้ว

แจ้งเกิดช้า

เมื่อพูดถึงกองหลังที่ยืนคู่กับฟานไดจ์ค คนมักจะนึกถึงโกเมสในฐานะกองหลังที่ยืนคู่กันจนพาทีมคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 30 ปีได้อย่างเหนียวแน่น คนมักจะนึกถึงโกนาเต ในฐานะนักเตะกองหลังคลื่นลูกใหม่ที่กำลังจะกลายมาเป็นคู่หูตัวจริงของฟานไดจ์คในอนาคตอันใกล้นี้

มาติป ในฐานกองหลังของหงส์แดงจึงดูเหมือนไม่ค่อยมีบทบาทโดดเด่นอะไรกับทีม หรืออาจจะไม่ค่อยเป็นที่จดจำด้วยซ้ำ ซึ่งก็ไม่แปลก มาติปเข้ามาสู่ทีมในช่วงที่ทีมกำลังสร้างตัว ปี 2016-2017, 2017-2018 เป็นสองปีที่หงส์แดงกำลังก่อร่างสร้างทีมจากแนวรุก นักเตะแนวรับแทบจะไม่มีใครโดดเด่นเลย แม้กระทั่งมาติป

ต่อเมื่อฤดูกาล 2018-2019 เริ่มขึ้น มันเป็นปีที่คลอปป์สร้างทีมจากแนวรับบ้าง ฟานไดจ์ค, ฟาบิญโญ่, อลิสซง, โรเบิร์ตสัน, เทรนท์ พวกนี้ถูกดันขึ้นมาเป็นชุดใหญ่พร้อมกันในปีนี้เอง และเป็นปีที่มาติป โกเมส และลอฟเรน ต่างผลัดกันเจ็บ ผลัดกันลงเล่นกับฟานไดจ์ค

สิ่งที่ผมกำลังจะบอกก็คือ เราไม่ค่อยเห็นว่ามาติปโดดเด่น เพราะในช่วงที่ทีมกำลังพีค และเต็มไปด้วยผู้เล่นชั้นยอดนั้น โจเอล มาติป กลับโดนอาการบาดเจ็บลักพาตัวไปบ่อย ๆ ตั้งแต่ฤดูกาล 2018-2019 จนถึง ฤดูกาล 2020-2021 ตลอด 3 ฤดูกาลนี้ที่ผมมองว่าเป็นช่วงที่หงส์แดงชุดนี้เล่นในระดับที่พีคที่สุด มาติปพลาดการลงเล่นให้หงส์แดงกว่า 72 เกม คิดแล้วก็เกือบ ๆ  2 ฤดูกาล

ในปี 2019-2020 ที่หงส์แดงได้แชมป์ลีก ไม่ใช่ว่าโกเมสไม่เก่ง โกเมส ทำผลงานได้ดีที่สุดในอาชีพค้าแข้งของเขาในปีนั้น เพียงแต่ผมเองก็เชื่อว่าในปีนั้นหากเปลี่ยนคนที่ยืนคู่กับฟานไดจ์คเป็นมาติป ผลงานก็อาจจะออกมาไม่ต่างกันเลย  ในแง่ของผลงานส่วนตัวมาติปอาจจะดีกว่าโจ โกเมสเยอะด้วยซ้ำ

มาติปลงเล่นให้หงส์แดง 171 จาก 214 เกมที่มีโอกาสลงเล่น เขาทำไป 10 ประตู กับอีก 6 แอสซิสต์ เมื่อเขาลงเล่นทีมมีค่าเฉลี่ยของการไดแต้มอยู่ที่ 2.19 แต้ม ขณะที่โกเมส ลงเล่น 148 เกมจาก 213 เกมที่มีโอกาสลงเล่น ยิงประตูไม่ได้เลยและแอสซิสต์ไปเพียง 5 ประตู  ความยอดเยี่ยมของมาติปจึงเป็นรองแค่ฟานไดจ์คเท่านั้น ที่ลงเล่นไป 190 จากโอกาสลงเล่น 196 เกม ทำไป 17 ประตูกับ 11 แอสซิสต์

อีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจจะมองข้ามความสำคัญของมาติปไปคือ มาติปเป็นเจ้าพ่อนัดชิงบอลถ้วยของหงส์แดง นับตั้งแต่มาติปย้ายมาอยู่กับหงส์แดง ลิเวอร์พูลเข้ายิงบอลถ้วยอย่างเป็นทางการ 7 ถ้วยคือ UCL 3 ปี 2017-2018, 2018-2019 และ 2021-2022 มาติปไม่ได้ลงเล่นเลยในสองเกมที่พบกับมาดริด และหงส์แดงก็ไม่ได้แชมป์ แต่ในเกมกับสเปอร์สมาติปลงเล่นเป็นตัวจริงและหงส์แดงได้แชมป์

ในรายการ ยูฟ่าซุปเปอร์คัพ เอฟเอ คัพ และ ลีกคัพ ที่หงส์แดงเจอกับเชลซีทั้ง 3 เกม มาติปลงเป็นตัวจริง 2 เกมและสำรอง 1 เกม หงส์แดงชนะการดวลจุดโทษทั้ง 3 เกม คว้าแชมป์ได้สำเร็จ มีเพียงนัดชิงสโมสรโลกครั้งเดียวเท่านั้นที่หงส์แดงสามารถคว้าแชมป์ได้โดยไม่มีมาติป

ความไม่ค่อยก่อความผิดพลาดส่วนบุคคล ความแน่นอน การมีส่วนร่วมกับเกมรุก การชนะดวลลูกโหม่ง ความนิ่ง เหล่านนี้เป็นคุณลักษณะเด่นของมาติปที่มีส่วนสำคัญมาก ๆ กับเกมนัดชิงหลาย ๆ เกมที่เขาลงเล่นกับหงส์แดง

แจ้งเกิดทัน

ฤดูกาล 2021-2022 ล่าสุดที่ผ่านมา ถือเป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดของมาติปกับทีมหงส์แดงเลยก็ว่าได้ แต่ก็เกือบจะเป็นฤดูกาลที่เขาไม่ได้เล่นกับทีมเหมือนกัน เพราะมาติปเป็น 1 ในนักเตะที่ถูกคาดว่าจะโดนโละทิ้ง จากสาเหตุที่เขาเจ็บบ่อยและไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่ อีกอย่างทีมก็เพิ่งซื้อตัวโกนาเตเข้ามา

สุดท้ายมาติปอยู่กับทีมต่อก่อนจะกลายเป็นตัวแบกทีมไว้ทั้งซีซั่นที่แล้ว จนเป็นปีแจ้งเกิดของมาติปในฐานะกองหลังที่ยืนข้างฟานไดจ์ค ได้อย่างมีจุดเด่นเป็นของตัวเอง ปีที่แล้วเขาได้รับการยกย่องจากแฟนบอลและเหล่ากูรูหลายสำนักว่า ฟอร์มการเล่นของมาติปในหลาย ๆ เกมของปีที่แล้วนั้นดีกว่าฟานไดจ์ค บางเกมเขาคือคนที่แบกเกมรับของทีมไว้ ช่วยประคองฟานไดจ์คอีกต่างหาก

มาถึงตอนนี้สถานการณ์ของเขากลับตาลปัตร นอกจากจะไม่มีใครเรียกร้องให้ขายเขาในช่วงตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมาแล้ว ในช่วงที่ออกสตาร์ทได้ย่ำแย่ เกมรับที่ฝากผีฝากไข้ไว้กับฟานไดจ์คและโกเมสไม่ได้เลย ทุกเสียงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ทีมต้องการมาติป และมาติปเองก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

เขาลงมาหยุดยั้งความเลวร้ายของทีมในเกมโดนนาโปลีต้อน 4-1 ในครึ่งหลังทำให้หงส์แดงไม่เจ็บหนักไปกว่านั้น และมาสานต่อความยอดเยี่ยมด้วยการทำประตูชัยให้หงส์แดงในเกมชนาอแจ็กซ์ 2-1 ด้วยผลงานในสนามที่แบกทั้งเกมรับและเกมรุกของทีม

ฤดูกาลที่แล้วมาติปทำไป 3 ประตูกับอีก 3 แอสซิสต์ เป็นผลงานที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ย้ายมาอยู่หงส์แดง ลงเล่นในเป็นตัวจริงเกมลีก 31 เกม มากที่สุดตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับหงส์แดง ผลงานเทียบเท่ากับปี 2015-2016 ฤดูกาลสุดท้ายที่เขาเล่นให้กับชาลเก้ 04 และเป็นรองเพียงปี 2011-2012 ที่เขาเล่นให้ชาลเก้แล้วทำไป 3 ประตูกับ 4 แอสซิสต์ แต่นั่นเป็นปีที่เขายังเล่นอยู่ในตำแหน่งกองกลางตัวรับ

หนูสีเทา

ใช่แล้วครับ มาติป ไม่ได้แจ้งเกิดจากการเป็นเซ็นเตอร์ แต่เขาเป็นกองกลางตัวรับมาก่อน ตั้งแต่สมัยเป็นเยาชนให้กับโบคุ่ม ทีมในบ้านเกิดของเขาที่เยอรมัน ที่มีฉายาว่า หนูสีเทา ก่อนที่จะย้ายเข้าอคาเดมี่ของชาลเก้ และเทริน์ขึ้นเล่นป็นนักเตะอาชีพกับชาลเก้ในปี 2009

ที่ชาลเก้ มาติปเล่นเป็นกองกลางตัวรับตั้งแต่ปี 2009 – 2012 เขาเล่นเป็นกองกลางตัวรับไปทั้งสิ้น 51 เกม ทำไป 6 ประตูกับ 2 แอสซิสต์ ก่อนที่ในปี 2012-2013 เขาจะถอยลงมาเล่นเป็นเซ็นต์เตอร์เพราะมีรูปร่างที่สูงใหญ่ และมีทักษะการครองบอลเหนียวแน่นสไตล์กองกลางตัวรับอยู่

และหากใครไม่รู้ก็อาจจะคิดว่าชาลเก้คงเป็นทีมเล็ก ๆ ในเยอรมัน แต่ชาลเก้ในยุคนั้น พวกเขาเป็นทีมที่โลดแล่นอยู่ในเวทียุโรป มีนักเตะดัง  ๆ ที่นอกจากมาติปแล้วก็ยังมี นอยเออร์, ฮุนเตลาร์, ราคิติช, ราอูล กอนซาเลช, แดร็กเลอร์ เป็นต้น ที่หลาย ๆ คนก็ยังเล่นฟุตบอลระดับสูงอยู่ ถือว่ามาติปอยู่ในชุดยอดทีมครั้งหนึ่งของชาลเก้เลย

ดังนั้นโปรไฟล์และฟีเท้าของมาติปก่อนจะมาอยู่กับหงส์แดงนั้นไม่ใช่ธรรมดา และคนที่รู้เรื่องนี้ดีกว่าใครก็คือคลอปป์ เพราะเขาคุมทีมดอร์ทมุนด์อยู่ในช่วงนั้น และต้องขับเคี่ยวกับชาลเก้อยู่บ่อยครั้ง การที่คล็อปป์ได้ตัวมาติปมา การตัดสินใจหลักจึงไม่ใช่เรื่องค่าตัวฟรี แต่มันคือฝีเท้าของมาติปเอง มันทำให้ผมแน่ใจว่าตอนนั้นหากชาลเก้สามารถตั้งราคามาติปได้สัก 20-25 ล้านปอนด์ ผมว่าคล็อปป์ก็ยังจะซื้อเขามาร่วมทีม

หมอผีไร้มนต์

ในประวัติชีวิตของมาติปนั้นอาจจะมีเรื่องด่างพร้อย แค่เรื่องเดียวคือ การเล่นทีมชาติของเขา มาติปเป็นนักเตะสัญชาติแคเมอรูนคนเดียวในทีมของหงส์แดงตอนนี้ แต่ในวัย 24 ปี ช่วงที่เขากำลังทำผลงานได้ดีกับชาลเก้ เขากลับประกาศยุติเลิกเล่นให้ทีมชาติแคมเมอรูน ทั้งที่เพิ่งลงเล่นให้ทีมชาติไปเพียง 27 นัด และทำไป 1 ประตูเท่านั้น

ไม่ใช่ว่าฝีเท้าของเขาไม่ดีหรือสมาคมไม่เรียกเขาติดทีมชาตินะครับ ย้อนไปเมื่อกันยายน ปี 2015 มาติปถูกเรียกติดทีมชาติในเกมกับแกมเบีย แต่เขาต้องเผชิญกับประสบการณ์ที่ค่อยข้างแย่ กับทีมงานด้านเทคนิคของทีม หลังจากจบเกมนั้นไม่นานเขาก็ประกาศยุติบทบาในทีมชาติทันที

แม้ภายหลังสมาคมทีมชาติแคมเมอรูน จะเรียกเขาติดทีมชาติอีกครั้ง แต่เขาก็ยังปฏิเสธ จนมีดรามาเกิดขึ้นว่าจะมีการลงโทษสโมสรต้นสังกัดอย่างลิเวอร์พูลด้วย แต่สุดท้ายทุกอย่างก็จบด้วยดี มาติปไม่ต้องเล่นทีมชาติแคเมอรูนอีกต่อไป

อันที่จริงการที่มาติปไม่ค่อยจะมีความผูกพันกับทีมชาติก็ไม่แปลก เพราะเขาเกิดและเติบโตมาในเมืองโบคุ่มประเทศเยอรมันของผู้เป็นแม่ ฝึกวิชาลูกหลังที่เมืองเบียร์ เขารู้จักประเทศเยอรมันมากเสียกว่าแคมเมอรูนเสียอีก

แต่เขาเลือกที่จะเล่นให้กับทีมชาติแคเมอรูนตามสายเลือดของผู้เป็นพ่อในปี 2010  และเพื่อโอกาสในการลงเล่นฟุตบอลในระดับนานาชาติ เพราะการจะติดทีมชาติเยอรมันในตอนนั้นคงเป็นเรื่องยาก สำหรับนักเตะที่ต้องรออีกกว่า 12 ปีต่อมา จึงจะเริ่มมีคนชื่นชมฝีเท้าของเขา

จนถึงตอนนี้ เชื่อว่า เมื่อแฟนบอลพูดถึงฟานไดจ์คกับมาติปจะไม่มีใครมองว่ามาติปเป็นรองฟานไดจ์คแล้ว นอกจากค่าตัว วันนี้เขายืนเคียงข้างฟานไดจ์คได้อย่างสง่า ผ่าเผย ด้วยฝีเท้าของเขาเองแล้ว และเชื่อแน่ว่าหากเขาไม่เจ็บและยืนระยะการเล่นได้เหมือนปีที่แล้ว ปีนี้จะไม่ใช่แค่แจ้งเกิด แต่จะทำให้มาติปจะต้องถูกจารึกไว้เป็นตำนานบทหนึ่งของสโมสรไม่ต่างจาก ไวนาดุม และ มาเน่ นักเตะที่เข้ามาสู่สโมสรแห่งนี้พร้อมเขาแน่