คอสตาส ซิมิกาส การต่อสู้บนทางที่โรเบิร์ตสันขีดไว้

ในฤดูกาล 2017-2018 ลิเวอร์พูลมีดีลเล็ก ๆ เกิดขึ้นคือ การซื้อตัวแบ็กซ้ายชื่อไม่คุ้นหูจากทีมฮัลล์ ซิตี ที่ตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกไป ด้วยราคา 8 ล้านปอนด์ โดยที่เรื่องราวมาปรากฏในภายหลังว่า ไมเคิล เอ็ดเวิร์ด เป็นคนโน้มน้าว เจอร์เก้น คล็อปป์ ให้ซื้อนักเตะรายนี้เข้ามา

ตอนนั้นสถานการณ์ทางแบ็กซ้ายของทีม คล็อปป์ใช้เจมส์ มิลเนอร์เล่นแทนโมเรโน่ที่เจ็บยาวในฤดูกาลก่อน และโมเรโน่ก็เพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ ทีมจึงต้องการหานักเตะตำแหน่งแบ็กซ้ายธรรมชาติมาสแตนบายไว้สักคน ในฤดูกาลนั้นเราจึงได้เห็นการขับเคี่ยวของ โมเรโน่ และ โรเบิร์ตสัน

ช่วงแรกที่โรเบิร์ตสันย้ายมา เขามีส่วนกระตุ้นให้โมเรโน่กลับมาโชว์ฟอร์มได้ดีเลย และยึดตัวจริงได้ในช่วงแรก แต่สุดท้ายโมเรโน่โดนอาการบาดเจ็บเล่นงานอีก คราวนี้โรเบิร์ตสันไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ เขาเค้นฟอร์มและความมุ่งมั่นทั้งหมดที่มีใส่ลงไปในสนาม จนสามารถทำผลงานได้ดีและยึดตำแหน่งตัวจริงมาได้ และโชว์ผลงานพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นแบ็กซ้ายที่ดีที่สุดในโลกคนหนึ่งได้

ในปีนี้สถานการณ์คล้าย ๆ กันนั้นกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งในตำแหน่งแบ็กซ้าย เพียงแต่ตัวละครและเรื่องราวมันต่างออกไป โรเบิร์ตสันที่ก้าวขึ้นมาเป็นหลักของทีมในปี 2018-2019 และปี 2019-2020 เขาลงเล่นให้ทีมปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 48 เกม นั่นเป็นสิ่งที่หลายคนมองว่า โรเบิร์ตสันจำเป็นต้องมีนักเตะมาช่วยแบ่งเบาภาระของเขา

และแล้วในปี 2020-2021 ในเดือนสิงหาคม ลิเวอร์พูลก็ตัดสินใจซื้อนักเตะที่ชื่อไม่ค่อยคุ้นหูในราคาแพงกว่าโรเบิร์ตสันแค่ 3 ล้านปอนด์ แถมยังมีชื่อที่อ่านได้ยากในภาษาอังกฤษว่า คอสตาส ซิมิกาส แต่เส้นทางของเขานับจากนี้ไม่ได้มีความใกล้เคียงกับโรเบิร์ตสันเลย เพราะเขาแทบจะไม่มีโอกาสได้ลงแข่งขันกับโรเบิร์ตสันเลย

ในปี 2020-2021 น่าจะเป็นปีที่เขาทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุดในชีวิตการค้าแข้ง เขาไม่เคยได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในเกมลีกเลย และลงเป็นตัวสำรองไปแค่ 2 เกม รวมเวลาแล้วแค่ 6 นาทีเท่านั้น ใน 19 เกมครึ่งแรกของฤดูกาลเขาบาดเจ็บและหายไปจากเกมถึง 14 เกม และมีชื่อเป็นสำรองแค่ 5 เกม โดยไม่มีโอกาสได้สัมผัสบอลเลย

ตลอดทั้งปีนั้นเขาได้ลงเล่นครบ 90 นาทีโดยไม่โดนเปลี่ยนออกเลยแค่ 1 เกม คือในเกมลีกคัพรอบ 3 ในการไปเยือนทีมเล็ก ๆ อย่างลินคอล์น ซิตี ในปีนั้นเขาลงเล่นไปทั้งหมดแค่ 7 เกมรวมทุกรายการไม่มีประตูหรือแอสซิสต์ใด ๆ เลย โอกาสและการต่อสู้ของซิมิกาสเพิ่งจะเริ่มเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

เขาได้ออกสตาร์ทเป็น 11 ตัวจริงของสองเกมแรกในลีก เพราะโรเบิร์ตสันบาดเจ็บและยังไม่ฟิตพอจะลงสนาม นั่นแหละแฟนหงส์ถึงจะได้เห็นฝีเท้าที่ไม่ธรรมดาของเขา และเขาก็ทำแอสซิตส์แรกให้กับทีมในเกมกับเบิร์นลีย์ โดยเกมนั้นเขาเล่นเข้าขากับโจตาและมาเน่มากในฝั่งซ้าย และโจต้าคือนักเตะคนแรกที่ได้รับแอสซิสต์จากเขาไป

จาก 7 เกม ฤดูกาลที่แล้วเขาได้ลงเล่นเพิ่มเป็น 26 เกม และทำไปได้ 6 แอสซิสต์ มีส่วนสำคัญในการพาทีมหงส์แดงคว้าแชมป์ เอฟเอคัพ เขาลงเล่นเป็นตัวจริงใน 4 เกมแรก และในเกมนัดชิงเขาลงมาเป็นสำรองโรเบิร์ตสันในนาทีที่ 111 และมีชื่อเป็นคนยิงจุดโทษคนที่ 7 เขายิงจุดโทษให้หงส์แดงคว้าแชมป์ได้ เขามีส่วนร่วมกับทีมมากขึ้นถึง 7 เท่าตัวหากนับตามจำนวนนาทีที่ได้ลงเล่น จากปีแรกที่เข้ามา

มีอยู่หลายเกมหลายช่วงที่ซิมิกาสทำให้เด็กหงส์รู้สึกว่า “ไม่ต่าง” เมื่อเขาหรือโรเบิร์ตสันลงเล่น และหลายเกมเขาทำให้เด็กหงส์รู้สึกถึงขั้นว่า “เล่นเกมรับดีกว่า” นั่นคือความรู้สึกเล็ก ๆ จากผลงานของเขาที่ปรากฏชัดเจนเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

มาถึงฤดูกาล 2022-2023 ล่าสุดนี้ ทุกคนรู้แน่ว่าสถานการณ์ทางฝั่งซ้ายนี้จะต้องขับเคี่ยวกันดุเดือดแน่ และหากใครหลุดโฟกัสหรือทำผลงานดร๊อฟฟลง ก็มีโอกาสที่จะเสียตำแหน่งตัวจริงทางฝั่งนี้ไปได้ และหากนับเฉพาะ 8 เกมที่หงส์แดงลงเล่นไปแล้วทั้งลีกและ UCL ต้องถือว่าซิมิกาสขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงโรเบิร์ตสันได้เต็มตัว

ในเกมลีก 6 เกม โรเบิร์ตสันลงเป็นตัวจริง 5 เกม และสำรอง 1 เกม เล่นไป 409 นาที และทำไป 1แอสซิสต์ ขณะที่ซิมิกาสลงเป็นตัวจริง 1 เกมและสำรองอีก 4 เกม เล่นไป 131 นาที และทำไป 2 แอสซิสต์ ขณะที่ใน UCL ทั้งคู่ได้ลงตัวจริงคนละนัด และทำไปได้คนละ 1 แอสซิสต์

เพียงแต่เมื่อเทียบความรู้สึกของเกมต่อเกมแล้ว ซิมิกาสช่วงชิงพื้นที่ของความรู้สึกดีมากกว่าโรเบิร์ตสัน ในเกมกับบอร์นมัธมันชัดเจนมาก โรเบิร์ตสันลงเล่นเป็นตัวจริง 69 นาทีทำได้ 1 แอสซิสต์ ขณะที่ซิมิกาสลงมาเล่น 30 นาทีทำได้ 2 แอสซิสต์ ในเกม UCL โรเบิร์ตสันทำได้ 1 แอสซิสต์แต่เป็นเกมที่ทีมแพ้เละเทะ 4-1 ขณะที่ซิมิกาสทำได้ 1 แอสซิสต์เป็นประตูชัยให้หงส์แดงชนะอาแจ็กซ์

ดูเหมือนซิมิกาสอาจจะเหลื่อม ๆ นิด ๆ ด้วยผลงานที่เป็นรูปธรรมมากกว่าในสนาม อีกทั้งการที่ทีมไม่มีมาเน่ และติอาโกเจ็บบ่อย ทำให้โรเบิร์ตสันขาดนักเตะที่เคยร่วมประสานงานได้ดีไป โดยเฉพาะมาน่ ที่จะช่วยลงมาประคอง ช่วยมาไล่ และเล่นบอลประสานกับร็อบโบ้ได้ดี อุดรอยรั่วเกมรับที่บ่อยครั้งร็อบโบ้ก็ขึ้นแล้วลงไม่ทัน

การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างทางฝั่งซ้ายทำให้ซิมิกาสเองก็มีโอกาสขยับขึ้นมาได้ อย่างน้อย ๆ ในวัย 26 ปี เขายังมีความสด และที่สำคัญคือเกมรับที่ดูจะแน่นอนกว่า และชัวร์กว่าโรเบิร์ตสันนิด ๆ เรียกว่าทั้งคู่มีเหลี่ยมมีมุมที่ได้เปรียบเสียเปรียบกันอยู่

แต่ต้องบอกซิมิกาสว่า เส้นทางการต่อสู้ตอนนี้ เขาเดินอยู่บนทางที่โรเบิร์ตสันขีดไว้ ทำมาตรฐานไว้ ตอนนี้ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าหากโรเบิร์ตสันไม่เจ็บไม่ป่วย และยังฟิตอยู่ เขาจะยังเป็นตัวเลือกแรกเสมอ แต่โอกาสของซิมิกาสเองก็เปิดกว้างมากขึ้น หากเขาสามารถสร้างความแตกต่างให้ทีมได้ในยามที่ลงมา

สำคัญเลยคือ โรเบิร์ตสันวิ่ง 10 ซิมิกาสต้องแสดงให้เห็นว่าเขาวิ่ง 11 ได้ หากมีความพยายามมากกว่า ซิมิกาสก็สามารถวิ่งโรเบิร์ตสันเข้าป้ายได้ ไม่เกี่ยงว่าเส้นทางนี้ใครจะเป็นคนขีดเส้นมาก่อน และไม่ว่าใครจะได้เข้าวินในที่สุด ต้องไม่ลืมว่าผลดีจากเส้นทางที่โรเบิร์ตสันทำมาตฐานไว้นั้น ย่อมจะตกอยู่กับทีมหงส์แดง เพราะหากเล่นได้ในมาตรฐานระดับนั้น ต่อให้เป็นใครก็ย่อมคู่ควรทั้งนั้น