สัญญาณเตือนของแดนกลางจากฟาบิญโญ่

ย้อนกลับไปในเกมนัดชิง UCL ปี 2017-2018 ที่หงส์แดงแพ้มาดริด 3-1 นั้นไฮไลท์ของเกมนอกจากความผิดพลาดส่วนบุคคลของผู้รักษาประตู คาริอุส แล้ว สิ่งหนึ่งที่แฟนหงส์ได้ประจักษ์กับตาตัวเองก็คือ ขนาดทีม และขุมกำลังของหงส์แดงนั้น เมื่อเทียบกับมาดริดในเวลานั้นถือว่าเป็นรองสุด ๆ จุดหนึ่งที่เห็นชัดคือ แดนกลาง

3 กองกลางหงส์แดงที่ลงตัวจริงคืนนั้นคือ ทางขวาไวนัลดุม ตรงกลาง เฮนเดอร์สัน และทางขวามิลเนอร์ ขณะที่สำรองแดนกลางของหงส์แดงที่เป็นกองกลางจริง ๆ ก็มีแค่ เอมเร่ ชาน เท่านั้น เพราะลัลลนานาต้องลงมาเล่นแทนซาลาห์ที่เจ็บตั้งแต่นาที่ที่ 31 ของเกม

ขณะที่กองกลางของมาดริดตอนนั้น คือ คาเซมิโร่ โทนี่ โครส และ โมดริด อีกทั้งยังมีสำรองอย่างอเซนซิโอ และ มัตเตโอ โควาซิส อีก ขุมกำลังของแดนกลางหงส์แดงจึงเป็นรองมาก เฮนเดอร์สัน กับ มิลเนอร์ โดนวิจารณ์ว่ามีดีแค่กำลัง มีดีแค่การวิ่ง ไม่มีชั้นเชิงอะไรเลย เฮนเดอร์สัน ก็ทำได้แค่แปะไปแปะมา สร้างเกมรุกไม่ได้ ครองเกมเหนือกว่าคู่แข่งก็ไม่ได้ เรื่องนี้คลอปป์ก็รู้ และได้วางแผนด้วยการซื้อตัวนาบี เกอิตา ล่วงหน้าจากไลป์ซิกซ์ไว้แล้ว

จุดเปลี่ยนที่ชื่อฟาบิญโญ่

แต่ดีลที่ฮือฮาที่สุดในตอนนั้นคือ 1 วันให้หลังจากนัดชิงลิเวอร์พูลก็เปิดตัว ฟาบิญโญ่ กองกลางจากโมนาโกแบบสายฟ้าแลบ ไม่มีปี่มีขลุ่ยมาก่อนเลย ในราคาสูงถึง 39 ล้านปอนด์ และนั่นคือก้าวแรกของการปฏิวัติแดนกลางของหงส์แดง แม้ในช่วงแรก ฟาบิญโญ่จะถูกตั้งคำถามถึงคุณภาพอยู่บ้าง แต่ในท้ายที่สุดมันก็กลายเป็นช่วงเล็ก ๆ เมื่อเขาปรับตัวได้และโชว์คุณภาพของเขาออกมาได้

ฟีร์มิโน่เป็นการยกระดับแนวรุกของหงส์แดงไปอีกขั้น ฟานไดจ์คก็ยกระดับเกมรับของหงส์แดงไปอีกขั้น เช่นกัน ฟาบิญโญ่ก็เข้ามายกระดับแดนกลางของหงส์แดงไปอีกขั้น และทำให้นักเตะอย่างเฮนเดอร์สัน กับ ไวนัลดุมเล่นได้ในฟอร์มที่สุดยอดที่สุดในชีวิตการค้าแข้งของพวกเขาใน 2 ฤดูกาลนั้นที่พวกเขาพากันคว้าแชมป์ UCL และ พรีเมียร์ลีก เช่นเดียวกับที่ฟานไดจ์คทำให้ โกเมส ลอฟเรน มาติป ยกระดับการเล่นของตัวเองมาอีกขั้น

การจ่ายบอลที่แม่นยำและหลากหลาย เขาชอบที่จะจ่ายบอลแนวทแยง การวางบอลยาว จ่ายขวางสนาม มิติของการออกบอลมักจะเป็นไปในทางบวกกับเกมรุกของทีม การยืนตำแหน่งที่ยอดเยี่ยม ลูกกลางอากาศที่ไว้ใจได้ เหนือสิ่งอื่นใดคือ การอ่านเกมและดักจังหวะตัดบอลจากคู่แข่งหรือทำลายเกมรุกของคู่แข่ง ที่บ่อยครั้งมากมันเป็นจุดเริ่มต้นของเกมสวนกลับของทีม

สไตล์การดักบอลเข้าแย่งบอลของฟาบิญโญ่นั้น ผมคิดว่ามันเหมือนกับการยิงธนูปักเข้าที่เป้าแบบแม่นยำ พุ่งตรงอย่างมั่นใจ เฉียบขาด หลายครั้งมัน 50-50 และเป็นเส้นกั้นระหว่างการทำฟาวล์กับการสกัดบอลที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเขามักจะทำอย่างหลังมากกว่า คุณอาจจะไม่เชื่อว่า ตลอด 121 เกมที่เขาลงเล่นในพรีเมียร์ลีกให้หงส์แดง เขาโดนใบเหลืองไปแล้ว 26 ใบ แต่ไม่โดนใบแดงเลยสักใบ ขณะที่เฮนเดอร์สันยังเคยโดนไป 2 ใบ

ในเกมพรีเมียร์ลีกหากลิเวอร์พูลมีฟาบิญโญ่อยู่ในสนาม จะได้แต้มเฉลี่ยที่ 2.26 แต้มต่อเกม สถิตินี้เป็นรองเพียงแค่ฟานไดจ์คคนเดียวที่ 2.36 แต้มต่อเกม นี่แสดงให้เห็นเลยว่าฟาบิญโญ่นั้นสำคัญกับชัยชนะของหงส์แดงมากขนาดไหน บางนัดที่ทีมขาดซาลาห์ ทีมอาจจะแค่ชนะน้อย แต่เกมไหนขาดฟาบิญโญ่ไป ทีมอาจถึงขั้นแพ้ได้

สัญญาณเตือนจากฟาบิญโญ่

อีก 1 เดือนฟาบิญโญ่ก็จะอายุครบ 29 ปีแล้ว นั่นหมายความว่าด้วยสภาพสังขารของฟาบิญโญ่เขายังคงเล่นเกมฟุตบอลระดับสูงได้อีก 2-3 ปี เพียงแต่เมื่อต้องเล่นให้หงส์แดงที่ใช้พลังงานเยอะและเป็นสไตล์ที่นักเตะต้องขูดรีดศักยภาพของตัวเองออกมาในระดับที่สูงกว่าปกติเสมอ นั่นเป็นตัวเร่งให้ร่างกายอาจล้าได้เร็วขึ้น

ในฤดูกาลนี้มันมีสัญญาณบางอย่างให้เริ่มเห็นแล้วว่าฟาบิญโญ่อาจจะกำลังอยู่ในช่วงขาลง ไม่ใช่ฟอร์มขาลงนะครับ แต่เป็นสภาพร่างกายแบบขาลง และสิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือ ฟาบิญโญ่แทบจะไม่มีตัวแทนลงสแตนบายแทนเขาเลย ในช่วง 6 เกมของพรีเมียร์ลีก

ฟาบิญโญ่ที่ออกสตาร์ทด้วยสภาพร่างกายที่ดูเหมือนจะยังไม่ฟิตเต็มร้อย แต่ในสภาพเกมในสนามเขายังต้องแบกแดนกลางของทีมอย่างหนัก เพราะนักเตะสองข้างที่มาเล่นกับเขาทั้งมิลเนอร์และเอเลียตต์ ยังไม่สามารถช่วยให้งานแดนกลางของฟาบิญโญ่เบาลงได้เหมือนตอนที่ติอาโกอยู่ในสนาม

เกมกับอาแจ็กซ์คือเกมที่ชัดที่สุด เมื่อมีติอาโก อยู่ในสนาม เกมแดนกลางของหงส์แดงแน่นขึ้น ติอาโกทำหน้าที่ในการเพรส ตัดบอล แทกเกิล ได้ดีในหลายจังหวะ ช่วยดึงนักเตะของคู่แข่งไปได้เยอะ ทำให้ฟาบิญโญ่เองไม่ได้ตกเป็นเป้าเล่นงานหนักเหมือนเกมก่อน ๆ ที่ผ่านมา

มันเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า การเล่นของหงส์แดงนั้น นักเตะ 1 คนไม่สามารถแบกได้ทั้งแผง จำเป็นต้องมีนักเตะที่เล่นได้ใกล้เคียงกันหนุนอยู่ ลองนึกถึงเกมที่มีแต่ติอาโกและไม่มีฟาบิญโญ่สิ คุณคงจินตนาการออกว่าติอาโกจะเจองานหนักขนาดไหน

จึงไม่แปลกที่นักวิจารณ์หลายฝ่ายจะยกให้แดนกลางของหงส์แดงกลายเป็นจุดเปราะบางมาก ๆ ในเกมนี้ ทั้งที่หากเราย้อนไปแค่ปีที่แล้ว แดนกลางหงส์แดงคือหนึ่งในชุดที่สมบูรณ์ที่สุดเลยนะ ถูกยกย่องว่าเป็นแดนกลางที่น่าเกรงขาม ติอาโก ฟาบิญโญ่ เฮนเดอร์สัน คือส่วนผสมที่ลงตัว และทำให้ทีมหงส์แดงสามารถยืนหยัดลุ้น 4 แชมป์ได้

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือผ่านมาแล้ว 8 เกมทั้งในลีกและ UCL ทั้งสามคนเพิ่งได้ออกสตาร์มเป็น 11 ตัวจริงร่วมกันแค่ 1 เกมคือเกมแรกสุดของฤดูกาลที่ลงเล่นกับฟูแล่มเท่านั้น เพียงแค่ 51 นาที ติอาโกก็โดนเปลี่ยนออก และถัดมาในนาทีที่ 59 ฟาบิญโญ่ก็โดนเปลี่ยนออก

เมื่อมองย้อนไปดูสถิติของอาการบาดเจ็บ เราจะพบว่าฟาบิญโญ่เป็นแดนกลางของเราในชุดนี้ที่เจ็บน้อยที่สุด โดยพลาดการลงเล่นให้หงส์แดง 27 เกมตั้งแต่ปี 2018-2019 ขณะที่เฮนเดอร์สัน พลาดไป 35 เกมในช่วงเวลาเดียวกัน และมีความถี่มากกว่า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงติอาโก ที่เพิ่งย้ายมาเมื่อปี 2020-2021 และพลาดการลงสนามไปกว่า 50 เกม

ดังนั้น โจทย์ที่น่าสนใจคือ โอกาสที่ทั้งสามคนจะร่วมประสานงานกันได้สม่ำเสมอแบบปีที่แล้ว นั้นจะยังมีอีกไหมในปีนี้ สำหรับผมหากมองตามความเป็นจริง โอกาสมีน้อยมาก เพราะผมมองว่า ในสามคนนี้ ติอาโกกับเฮนเดอร์สันคงจะสลับกันเข้าออกโรงพยาบาลบ่อย ๆ ไม่ได้แช่งนักเตะนะครับ

และคนที่จะรับบทหนักของทีมในแดนกลางจริงๆ ปีนี้คือฟาบิญโญ่ นั่นทำให้เราต้องหันกลับมาคิดถึงแดนกลางที่มีฟาบิญโญ่เป็นแกนหลัก และวิธีใช้งานเขาได้อย่างถูกต้อง ประการแรกการเสริมนักเตะแดนกลางเป็นสิ่งจำเป็น และเรื่องนี้สโมสรก็ไม่ได้มองข้ามหรือไม่สนใจ

สิ่งที่ฟาบิญโญ่ต้องการ

ชูเอาเมนดี คือนักเตะที่ตอบโจทย์มากหากเขาเลือกมาหงส์แดงในช่วงซัมเมอร์ มันจะเป็นการเสริมทัพที่ยอดเยี่ยมแน่ เพราะเขาจะเข้ามาเล่นในตำแหน่งของฟาบิญโญ่ได้ทันที เช่นเดียวกับในรายของจูด เบลลิงแฮม ที่หงส์แดงปักเป้าหมายไว้ หากหงส์แดงได้เบลลิงแฮมมาจริง งานของฟาบิญโญ่จะสบายขึ้นมาก

เมื่อพลาดจากชูเอาเมนดี และเบลลิงแฮมยังเป็นแค่เป้าหมายในอนาคต การดันนักเตะดาวรุ่งอย่างบายเซติกขึ้นมาก็อาจจะพอช่วยได้บ้าง แต่ต้องใช้เวลาพอสมควร ตอนนี้ลมหายใจของฟาบิญโญ่ฝากไว้กับนักเตะ 3 คน คือ ติอาโก เฮนเดอร์สัน สองคนที่หากฟิตลงสนามพร้อมกันได้จะดีมาก

อีกคนคือนักเตะที่เพิ่งยืมตัวมาอย่าง อาร์ตูร์ เมโล ที่ยังต้องตามหาระดับฝีเท้าในช่วงที่อยู่กับบาร์เซโลนาให้เจอ ตลาดเดือนมกราคมนี้จึงน่าจับตามองว่าหงส์แดงจะเดินเครื่องหานักเตะแดนกลางมาเพิ่มไหม พักหลังหงส์แดงเองก็ลุยตลาดหน้าหนาวมากขึ้น และได้นักเตะดี ๆ มาหลายคน ทั้งฟานไดจ์ค มินามิโนะและดิอาช

นักเตะที่เป็นที่จับตามองขึ้นมาคือ ชูเอา โกเมส มิดฟิลด์ตัวรับดาวรุ่งจากฟลาเมงโก้ เริ่มมีข่าวออกมาว่า มิดฟิลด์วัย 21 ปีรายนี้กำลังถูกจับตามองเป็นพิเศษโดยแมวมองของสโมสร พื้นฐานที่สำคัญคือความโดดเด่นในการเล่นเกมรับของ โกเมส ซึ่งจะสร้างความแข็งแกร่งในเรื่องการครองบอลและสกัดกั้น และทำให้ ฟาบินโญ่ มีตัวแทนในการเล่นตำแหน่งนี้อย่างจริงจัง โดยถูกมองว่า จะเป็นการทำงานในระยะยาวกับสโมสรอีกด้วย เพราะอายุยังน้อย

ผลงานของโกเมส นั้นน่าสนใจ เพราะมีค่าเฉลี่ยในการสกัด 4.5 ครั้งต่อเกม เป็นอันดับสองในลีกบราซิลเวลานี้ โดยนับจากผู้เล่นที่ลงสนามมากกว่า 500 นาที และมีค่าเฉลี่ยในการวางบอลเข้าพื้นที่ว่างในแนวลึก(0.6 ครั้ง/นัด) ที่มากกว่า ฟาบินโญ่ (0.43 ครั้ง/นัด) และมีการเลี้ยงบอลหลบคู่แข่งได้ 0.9 ครั้งต่อเกม

คุณภาพที่โดดเด่นขึ้นเป็นลำดับของ โกเมส กำลังถูกมองว่า จะช่วยงานฟาบินโญ่ได้อย่างไม่กระทบกระเทือนรูปแบบของเยอร์เก้น คล็อปป์ และจะทำให้ การเปิดบอลไปยังพื้นที่ว่างด้านหน้า สร้างประโยชน์ให้กับตัวริมเส้นอย่าง ลุยส์ ดิอาซ กับ โมฮัมเหม็ด ซาล่าห์ ได้อย่างน่าสนใจ

ชูเอา โกเมส อายุ 21 ปี ฟาบิญโญ่อายุ 28 ปี มันคือช่องว่างอายุที่เหมาะสมสำหรับการปั้นนักเตะอายุน้อยคนหนึ่งขึ้นมาเป็นตัวหลักสลับกับการได้ใช้งานนักเตะที่ขึ้นสู่จุดสูงสุดให้มีขาลงที่ถะนุถนอมมากขึ้น และดูเหมือนเป็นภารกิจที่เร่งด่วนสำคัญของทีมเหมือนกัน ก่อนที่ฟาบิญโญ่จะโรยราไปมากกว่านี้  ผมไม่อยากจะคิดว่าหากฤดูกาลนี้มันมีสักช่วงหนึ่งที่เราไม่สามารถใช้งานแดนกลางอย่าง ติอาโก เฮนเดอร์สัน และฟาบิญโญ่ พร้อมกันเลยทั้งสามคน หายนะจะเกิดขึ้นกับทีมมากขนาดไหน