จุดเปลี่ยนสำคัญ และ 4 ประเด็นรอบวันหงส์แดง

เหลือเวลาอีก 7 วัน ฟุตบอลลีกก็จะกลับมาเตะแล้ว แม้ตอนนี้นักฟุตบอลจะลงเล่นให้ทีมชาติอยู่ แต่ยอมรับว่าไม่ค่อยได้ติดตามผลงานใครเป็นพิเศษ มีเพียงนูเญชกับทีมชาติอูรุวัย ที่รอติดตามผลว่าเจ้าหนูคนนี้ว่าในทีมชาติจะโชว์ผลงานออกไหม ก็ได้ลงเล่นครบ 90 นาทีแต่ทีมแพ้ไป 1-0 ต่ออีหร่าน ผมไปดูไฮไลท์ก็ถือว่าไม่น่าเกลียด มีจังหวะสับไกจากหน้ากรอบเขตโทษบอลพุ่งติดเซฟผู้รักษาประตูไปติดเดียว นอกนั้นคนอื่นก็ไม่ได้ติดตามเลย กลับมาดูประเด็นที่น่าสนใจรอบวันวันนี้กันครับ

ร็อบโบ้ไม่ปิดโอกาสซบเซลติก

ไม่มีรายชื่อติดทีมชาติสก๊อตแลนด์ในการไปเล่น ยูฟ่า เนชั่นลีก เพราะมีอาการบาดเจ็บรบกวน เลยมีเวลาได้ไปออกรายการโน้นรายการนี้ให้สัมภาษณ์สื่อเยอะหน่อย สำหรับโรเบิร์ตสัน แบ็กขวาจอมขยันของทีม ที่ปีนี้ออกตัวโชว์ฟอร์มได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ล่าสุดเจ้าตัวไปออกรายการพอดแคสต์ชื่อว่า เคอร์รี คลับ พอดแคสต์ โดยนักข่าวถามว่ามีโอกาสที่จะกลับไปค้าแข้งกับเชลติกไหม

ต้องเท้าความนิดหน่อย สำหรับบางท่านที่อาจจะยังไม่รู้ ว่าร็อบโบ้นั้นเป็นแฟนบอลเซลติกทีมที่เขาไปเป็นเด็กฝึกหัดอยู่หลายปี แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ขึ้นทีมชุดใหญ่ ย้ายมาเล่นกับควีน สปาร์ก มาต่อที่ดันดี มาต่อที่ฮัลล์ ก่อนจะมาลงเอยที่ลิเวอร์พูลในปี 2017-2018 ดังนั้นร็อบโบ้จึงยังมีความผูกพันกับทีมรักในบ้านเกิดอยู่ โดยร็อบโบ้ตอบคำถามนักข่าวว่า

“ทุกครั้งที่ผมดูเชลติก ผมครุ่นคิดเสมอ เมื่อผมดูพวกเขาเล่นและเห็นสนามเซลติกพาร์ก ในฐานะแฟนคลับ คุณเฝ้าฝันถึงมันเสมอ แต่ถ้ายึดตามยอดความคิดของผม ผมอยากจบอาชีพของผมที่ลิเวอร์พูล ถ้าผมยังสามารถเล่นได้ในระดับท็อปของตัวเอง เหมือนสามฤดูกาลที่ผ่านมา นั่นเป็นเส้นทางค้าแข้งที่ผมวาดหวังไว้”

“เมื่อผมมองดูเซลติก มันเป็นสถานที่ที่ผมเติบโตมา ผมก็อดคิดไม่ได้ว่าอยากจะมอบปีที่ดีที่สุดให้พวกเขา ตอนที่ผมอยู่ควีนสปาร์ก ผมยังฝันว่าผมจะได้เล่นกับเซลติกและฝันเสมอที่จะมีปีที่ยอดเยี่ยมกับเชลติก ผมไม่ต้องการไปเล่นตอนที่ผมอายุ 34 หรือ 35 ปีหรอกนะ ผมคงแก่กิน และลุงของผมคงเกลียดผมมากเพราะผมคงวิ่งไม่ได้แล้ว”

“เวลาเท่านั้นที่จะให้คำตอบได้ ผมไม่อยากคิดไปไกลเกินและไม่อยากย้อนกลับไปเสียเวลากับอดีต ยังพอมีเวลาสำหรับเรื่องนั้นในอนาคต” พอฟังดูแล้ว ในฐานะแฟนบอลหงส์แดงก็ได้แต่ทำใจไว้แต่เนิ่น ๆ แม้เจ้าตัวจะอยากแขวนสตั๊ดกับทีม แต่หากเวลาและโอกาสมันเปิดสำหรับเขา เชื่อแน่ว่า โรเบิร์ตสันจะไม่ลังเล และหากถึงเวลานั้นจริง เราก็จะยินดีกับเขาด้วยเช่นกัน ที่เขาจะเติมเต็มความฝันของตัวเอง

โต้แย้งร้อบโบ้

แม้สิ่งที่โรเบิร์ตสันพูดข้างบน ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร เพราะเป็นความฝันและสิ่งที่เขาอยากทำจริง ๆ คือพูดแบบเปิดอกจริงใจ ไม่ได้กักอะไร แต่เมื่อมีคนเอาบทสัมภาษณ์นี้ไปให้นักเตะระดับตำนานของทีมเชลติกอย่าง ปีเตอร์ แกรนท์ ที่ลงเล่นให้เซลติกไปมากกว่า 360 เกม ในยุค 90 ในรายการวิทยุชื่อว่า “โก เรดิโอ ฟุตบอล โชว์” เจ้าตัวก็ออกมาวิจารณ์การให้สัมภาษณ์ของร็อบโบ้ซะยับว่าไม่ให้เกียรติทีมลิเวอร์พูล แถมยังพาดพิงไปถึงเจอร์ราร์ดด้วยว่า

“ผู้คนมากมายมีความฝัน ผมเคยพูดถึงเจอร์ราร์ดไปแล้ว ที่ตัวเขาเองชอบออกมาพร่ำว่าอยากเป็นกุนซือหงส์แดงทั้งที่ตัวเองยังคุมทีมเรนเจอร์สอยู่ ผมไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย สโมสรของคุณควรเป็นสิ่งที่ถูกโฟกัสอันดับหนึ่ง มันเป็นตลกร้ายที่ฟุตบอลกำลังไล่เตะคุณ ผมคิดว่า คุณควรจะมีสมาธิกับสิ่งที่คุณกำลังทำแค่ตอนนี้ กลับไปเล่นฟุตบอลให้ดีกับลิเวอร์พูล และประสบความสำเร็จที่นั่น”

“หากวันใดวันหนึ่งคุณได้กลับมาเล่นกับเซลติกจริง มันก็ยอดเยี่ยมเลย ในฐานะแฟนบอลลิเวอร์พูลเหมือนกัน ผมว่าคุณไม่ต้องคิดไปไกลถึงคนอายุ 35 ปีหรอก ตอนนี้คุณเพิ่งจะ 28 สมาธิทั้งหมดของคุณควรจดจ่ออยู่กับสโมสรของคุณต่างหาก เราทุกคนต่างมีความฝันกันได้ แต่บางเรื่องเก็บไว้กับตัวเองดีที่สุด”

“มันต่างกันนะ ถ้าตอนที่คุณอยู่ในช่วงท้ายของการค้าแข้ง และกำลังจะคิดเลิกเล่น แต่สำหรับแอนดีมันยังอีกนานนะ ผมไม่ชอบอะไรแบบนี้ จงมีสมาธิกับงานที่อยู่ตรงหน้าของคุณ ฟุตบอลเป็นเรื่องของวันต่อวัน คุณจะต้องพุ่งไปเรื่องเดียว” อ่านจบแล้ว หากไม่อคติเกินไป สิ่งที่ ปีเตอร์ แกรนท์ พูดมันก็มีมุมที่น่าขบคิด เพราะบางอย่างที่เราคิด เราฝัน เราไม่จำเป็นต้องพูดออกมาหมด หากมันทำให้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคุณดูด้อยค่าลง

จุดเปลี่ยนสำคัญ

เป็นอีกหนึ่งนักเตะที่โดนวิจารณ์เยอะ และก็เป็นนักเตะที่มักจะให้สัมภาษณ์กับสื่อเยอะด้วย สำหรับฟานไดจ์ค เมื่อวานเจ้าตัวเพิ่งพูดถึงว่าการมีฟุตบอลโลกรออยู่ไม่ได้ส่งผลต่อฟอร์มการเล่นที่ไม่ค่อยดีของตัวเอง มาวันนี้ก็มีบทสัมภาษณ์ใหม่ที่ตัวเขายอมรับว่า เขาเล่นได้ไม่ดีพอ แต่เจ้าตัวยืนยันว่า ลิเวอร์พูลได้พบจุดเปลี่ยนแล้วหลังจากเกมกับนาโปลี ฟานไดจ์คให้สัมภาษณ์กับ ดิ แอธเลติก ว่า

“ผมรู้ ว่าผมควรเล่นให้ดีกว่านี้ในการเริ่มต้นซีซั่น ผมไม่ได้ใสซื่อกับเรื่องนั้นหรอกนะ ผมรู้ตัวเองดีที่สุดเมื่อผมทำผิดพลาด และผมรู้ว่าผมเป็นคนสำคัญของทีมแน่นอนว่าของทีมชาติด้วย ผมรู้สึกได้ถึงความรับผิดชอบ สิ่งที่ท้าทายคือจิตใจที่แข็งแกร่ง ผมรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลในหัว”

“ผู้คนจำนวนมากลืมไปเช่นกัน มันไม่ง่ายเลย พวกเราพยายามทำผลงานให้ดีที่สุด ในกรณีของผม ผมเป็นตัวหลักของทีม คุณจะต้องได้รับการวิพากย์เสมอ และคุณก็คู่ควรรับมัน คุณต้องต่อสู้กับมัน ซึ่งมันไม่ง่ายเลย แต่ผมทำได้ดีขึ้น (หลังเกมนาโปลี) พวกเราคุยกันมากขึ้น โดยเฉพาะในสัปดาห์ก่อนเกมกับอาแจ็กซ์ มันไม่ได้หมายความว่าพวกเราไม่คุยกันมาก่อนหรือจะไม่คุยกันอีก”

“แต่มันสำคัญ และผมเห็นว่าในนามทีมชาติมันก็สำคัญเช่นกัน มันทำให้เรามีจุดโฟกัสไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือพื้นฐานสำคัญของการประสบความสำเร็จ” ถ้าฟังจากบทสัมภาษณ์ของฟานไดจ์ค ก็แสดงว่าตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาลมา สภาพจิตใจของนักเตะอาจจะไม่เต็มร้อย และบางทีก็ส่งผลถึงการพูดคุยกันในห้องแต่งตัวด้วย และหากฟานไดจ์คบอกว่า มีการพูดคุยกันมากขึ้น ก็แสดงว่าทีมกำลังเจอจุดเปลี่ยนที่ถูกจุดแล้ว

ติอาโก ที่สอง

พอล เมอร์สัน นักวิจารณ์ลูกหนัง กูรูลูกหนัง ได้เขียนบทความลงในสื่อที่ชื่อว่า สปอร์ตคีดา ที่พูดถึงการจัดอันดับมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีกตามความคิดของเขา โดยเขายกให้ติอาโก มิดฟิลด์ของหงส์แดงอยู่ในอันดับที่สอง เป็นรองเพียงแค่ เควิน เดอ บรอยน์ ของแมนซิตี เท่านั้น

ทั้ง 5 ดันดับนั้นประกอบไปด้วย เดอ บรอยน์ ติอาโก จอร์จิญโญ่ โรดรี้ และ โอเดอการ์ด พอล ได้พูดถึงการจัดให้ติอาโกเป็นอันดสองของลิสต์นี้ว่า “ติอาโก้เป็นนักฟุตบอลที่น่าเหลือเชื่อมาก เวลาที่เขาไม่ลงเล่นลิเวอร์พูลเป็นคนละทีมเลย อย่างที่เราได้เห็นในฤดูกาลนี้”

“ตอนที่เขามาทีแรก มีคนพูดกันว่าเขาทำให้ทีมช้าลง แต่ติอาโก้ปรับตัวให้เข้ากับพรีเมียร์ลีก จนตอนนี้ไม่มีใครหยุดเขาได้แล้ว ติอาโก้มองไปข้างหน้าและเล่นอย่างสบายใจ ด้วยการเล่นแบบวันทัชตามสถานการณ์ต่างๆ ผมชอบนักเตะที่อ่านสถานการณ์ก่อนบอลจะมาถึงตัว นั่นแหละคือเหตุผลที่ผมชอบติอาโก้มากๆ”

“หลายคนอาจจะตกใจที่เลือกให้เป็นอันดับ 2 แต่ผมเชื่อว่านี่คือนักเตะที่พิเศษ เป็นผู้เล่นระดับโลกที่สร้างความแตกต่างให้กับลิเวอร์พูล” ไม่รู้ว่าจะอันดับไหนของโลกนะครับ แต่สำหรับแฟนหงส์แดงตอนนี้ พี่ตะโก้ เป็นอันดับหนึ่งที่ทีมจะขาดไม่ได้เลย