ผลงานชิ้นเอกของ เอียน เกรแฮม: ‘สมองกลแห่งแอนฟิลด์’

ถ้าให้คุณเลือกซื้อนักเตะหนึ่งคน จากการไล่ดูฟอร์มของเขา 10 เกม ทุกนาที กับการไม่เคยดูฟอร์มการเล่นของเขาเลย แต่เห็นข้อมูลและสถิติทุกอย่างเกี่ยวกับเขา คุณจะเลือกแบบไหนมากกว่ากัน แน่นอนว่าหลายทีมยังเชื่อว่า การได้เห็นฟอร์มการเล่นของนักเตะมันย่อมจะน่าเชื่อถือกว่าพวกสถิติตัวเลข เพราะเราได้เห็นกับตาตัวเอง

มีคนทำงานเบื้องหลังที่ลิเวอร์พูลคนหนึ่ง เขามองต่างออกไป เขากลับเชื่อในตัวเลขมากกว่าตามนุษย์ เขามองว่าสถิติและตัวเลขไม่เคยโกหก แต่สายตาของมนุษย์มักมีอคติเสมอ สำหรับเขาการจะดูฟอร์มความสามารถของนักเตะให้เข้ากับสโมสรของเขา จึงอาศัยแค่ตัวเลขจากโปรแกรมของเขาเท่านั้น รายชื่อนักเตะที่เขาส่งให้สโมสรล้วนแต่เป็นรายชื่อนักเตะที่เขาไม่เคยดูฟอร์มในสนามเลย ไม่ว่าจะเป็น คูตินโญ่ หรือ ซาลาห์

เขาคือชายที่มีข้อมูลสถิติจาก Opta Pro 127,000 เกม ข้อมูลทั่วๆไป เช่น คนยิง/แอสซิส/ใบเหลือง/ใบแดง/การเปลี่ยนตัว ที่สโมสรลิเวอร์พูลจัดเก็บเอง อีก 100,000 เกม ข้อมูลเชิงลึก เช่นการจับบอล จ่ายบอล 40,000 เกม ข้อมูลการเล่นของสโมสรเองอีก 270 เกม รวมข้อมูลทั้งหมดที่มีในมือของชายผู้นี้กว่า 67 ล้านรายการ (ตัวเลขทั้งหมดน่าจะเยอะกว่านี้แล้ว เพราะบทความนี้เขียนมาสองปีแล้ว)  ซึ่งถูกจัดเก็บโดย mySQL และประมวลผลโดยภาษา R  ชายผู้นั้นคือ ดร. เอียน เกรแฮม

บุคคลเบื้องหลังความสำเร็จในการคว้าตัวยอดนักเตะมาตั้งแต่พวกเขายังเป็นแค่นักเตะโนเนม แต่ยามที่สถิติของเขาถูกผนวกเข้ากับสไตล์การเล่นของคล็อปป์ นักเตะเหล่านั้นก็เปล่งประกายออกมาทันที และเป็นเรื่องเศร้าของหงส์แดงที่ตอนนี้เขากำลังจะโบกมือลาสโมสรไปแล้ว ดังนั้นเราจึงจะมาทบทวนถึงตัวตนและผลงานชิ้นเอกของเขากับหงส์แดงกัน

จากดร. นักฟิสิกส์ สู่ Moneyball ฉบับลิเวอร์พูล

การหาข้อมูลของเกรแฮมนั้นยากมาก เพราะเขาเป็นคนที่เก็บตัวมาก ดังนั้นเราจึงมีข้อมูลเกี่ยวกับเขาน้อยนิดว่า เอียน เกรแฮม จบการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาฟิสิกส์ทฤษฏี จากมหาวิทยาลัยเคมบริดส์ และทำงานวิจัยด้านสถิติฟุตบอลมาตั้งแต่ ปี 2005 ผลงานเด่นของ เกรแฮมคือการคิดค้นเทคโนโลยีในการจัดอันดับความสามารถของนักเตะที่เรียกว่า คาสตรอล แรงกิ้ง (Castrol Ranking) เขาจึงมีความชำนาญเป็นพิเศษในการจัดทำข้อมูลทางสถิติเพื่อซื้อขายผู้เล่นด้วย

ช่วงปี 2008-2012 เกรแฮม เคยให้คำแนะนำแก่ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ซึ่งผู้จัดการทีมของสเปอร์สหลายคนไม่ได้สนใจคำแนะนำเขาเท่าไหร่นัก เฮนรี่ สตาร์ท ผู้อำนวยการของ Decision Technology ที่ที่เกรแฮมทำงานอยู่ด้วยพูดสั้นๆถึงงานที่พวกเขาทำและการไปทำงานที่ลิเวอร์พูลของเกรแฮมว่า

“งานของบริษัทในส่วนที่เกี่ยวกับฟุตบอล หลักๆคือ ทำ Moneyball ดูสเปอร์สิ หลายๆคนบอกเราซื้อขายได้แย่มาก ตอนที่เราซื้อตัวนักเตะ 7 คนจากเงินที่ขายเบลไป แต่ตอนสเปอร์สมีเบลอยู่ พวกเขามีแค่ 55 แต้ม ส่วนปีที่ห่วยมากๆ หลังขายเบลไปมีถึง 69 แต้ม ผมเชื่อว่า เอียน เกรแฮมจะทำแบบเดียวกันกับลิเวอร์พูลแน่นอน ผมบอกได้เลย เพราะทีมที่มุ่งเน้นใช้สถิติเพื่อพัฒนากลยุทธซื้อขายมีแค่สเปอร์ กับ ลิเวอร์พูล”

ปี 2010 สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล เปลี่ยนไปอยู่ภายใต้การบริหารของบริษัทเฟนเวย์ สปอร์ต กรุ๊ป (FSG) ที่ John W. Henry และ Tom Werner เป็นเจ้าของ ซึ่งพื้นฐานธุรกิจของกลุ่มเฟนเวย์เจ้าของสโมสรลิเวอร์พูลในยุคปัจจุบัน ถูกขับเน้นด้วยการใช้ข้อมูล

พวกเขาเคยใช้ข้อมูลในการบริหารทีมเบสบอล บอสตัน เร้ด ซ็อกซ์ จนประสบความสำเร็จในแนวทางที่ว่า “ใช้ทรัพยาการที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด” อันมาจากไอเดียเรื่อง Moneyball ชื่อหนังสือและภาพยนตร์ พูดถึงทีมเบสบอลOakland Athletics สามารถทำผลงานได้ดีจากทีมที่แทบไม่มีอะไรมาเป็นทีมที่ชนะ 20 เกมติดต่อกัน โดยใช้วิธีบริหารทีมจากการวิเคราะห์ทางสถิติเป็นหลัก ในการรวบรวมตัวผู้เล่นที่มีคุณค่าแต่ราคาไม่แพง แต่สอดคล้องเหมาะสมกับงบประมาณของทีมที่ถูกจำกัดอย่าง ๆ จากเจ้าของทีม

ด้วยเหตุนั้นในปี 2012 กลุ่ม เฟนเวย์ ที่ได้ตั้งตำแหน่งที่คล้ายกับการทำงานของกลุ่มที่มีหน้าที่วิเคราะห์การซื้อขายโดยมีไมเคิล เอ็ดเวิร์ดสเป็นหัวเรือใหญ่ และไมเคิลนี่เอง เป็นคนที่แนะนำลิเวอร์พูลให้ดึงตัว เอียน เกรแฮม มาจากสเปอร์ส โดยตำแหน่งที่เขาได้รับมอบหมายที่ลิเวอร์พูลคือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย (Director of Research)

งานของเกรแฮมมีอะไรบ้าง?

ในทีมนักวิจัยของเกรแฮมยังเต็มไปด้วยนักวิเคราะห์หนุ่มไฟแรงจากหลายสาขา จนกลายเป็นแหล่งรวมตัวเทพด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น ทิม วาสเก็ต จบการศึกษาด้านดาราศาสตร์ (Astrophysics) ดาฟิต สตีล อดีตแชมป์หมากรุกเยาวชน จบปริญญาตรีด้านคณิตศาสตร์ ทำงานในอุตสาหกรรมพลังงานและ วิลล์ สเปียแมน ปริญญาเอกด้าน High-Energy Physics มหาวิทยาลัยฮาร์วาด วิทยานิพนธ์ของวิลล์. นำไปสู่วิธีการเริ่มต้นในการวัดขนาดของ อนุภาคฮิกก์ส ( Higgs boson ) หรือขนานนามกันว่า อนุภาคพระเจ้า ( God particle ) หากเป็นสโมสรอื่นคงจะจ้างคนใดคนหนึ่งก็พอ แต่เฮนรี่จ้างทั้ง 4 คน

ขอยกตัวอย่างงานของทีม วาสเก็ตต์ 1 ในสต๊าฟของทีมวิจัยของเอียน เกรแฮม เขาเป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ และยังเป็นนักวิจัยทางสถิติอีกด้วย (ดีกรีแชมป์ยุโรป) งานเบื้องหลังของทิมคือ ช่วยวิเคราะห์สถิติต่างๆของผู้เล่นลิเวอร์พูล (อาจรวมถึงสถิติของนักเตะเป้าหมายในการซื้อของสโมสรด้วย) โดยจะนำตัวเลขในการในแข่งขันแต่ละเกมมาวิเคราะห์ แล้วสรุปออกมา เช่น การยิงประตู

“โดยการดูว่าการยิงเกิดขึ้นที่ไหน? และบ่อยแค่ไหนที่พวกเขาจะสามารถทำให้มันเป็นประตูได้ ทำให้เราได้ความน่าจะเป็นจากการยิง จากสถานการณ์ที่คล้ายกัน จนกลายเป็นประตู” ทิม อธิบายกับบีบีซี (ขอบคุณข้อมูลและภาพของทิมจากเพจ ที่นี่แอนฟิลด์ 1892)

สำหรับงานในภาพรวมของศูนย์วิจัยของเกรแฮมนั้น เกรแฮมเคยขึ้นพูดในงานคอนเฟอเรนซ์ครั้งหนึ่งในหัวข้อ “Liverpool FC experience” ที่เล่าถึงการทำงานของเขาในลิเวอร์พูลว่างานของเขาคือ รวบรวม จัดเก็บข้อมูล และนำเสนอในรูปแบบของรายงาน กราฟ การวิเคราะห์ และข้อแนะนำ สำหรับก่อนเกม หลังเกม การเงิน และ การพาณิชย์ โดยมีข้อมูลในมือดังที่ผมกล่าวแล้วด้านบน

3 ผลงานเด่นด้านข้อมูลของเกรแฮม

หลังจากที่เรารู้ว่าเกรแฮมคือใคร และการทำงานของเขาเป็นอย่างไรแล้ว ตอนนี้เราจะลองมาย้อนดูว่าผลงานชิ้นเอกของเขาในการนำเอาข้อมูลของตัวเองมาใช้ให้เป็นประโยชน์ของทีมมีอะไรบ้าง โดยผมจะยกมาเฉพาะผลงานที่โดดเด่นมาก ๆ ของเขา 3 ชิ้น แล้วคุณจะรู้ว่าฉายา Moneyball แห่งแอนฟิลด์นั้นไม่ได้มาง่าย ๆ รวมถึงฉายา สมองกลแห่งแอนฟิลด์ที่ผมตั้งให้เขาด้วย

การได้ตัวคล๊อปป์มาเป็นผู้จัดการ

หากจะมีผลงานจากทีมงานของเกรแฮมชิ้นไหนที่ขึ้นหิ้งระดับปฏิวัติทีมลิเวอร์พูลได้ ผลงานนั้นก็ต้องเป็นการที่ข้อมูลของเขาเป็นสะพานเชื่อมระหว่างลิเวอร์พูลและเจเก้น คล๊อปป์

ในปี 2014 หลังจากที่ฤดูกาลก่อนหน้าทีมหงส์แดงมีลุ้นแชมป์ลีกเต็มตัว แต่พลาดโค้งสุดท้ายทำให้แชมป์หลุดมือไอย่างน่าเสียดาย ลิเวอร์พูล ก็ประสบปัญหาฟอร์มการเล่น มีปัญหานักเตะที่เข้ามาใหม่มีฝีเท้าระดับธรรมดาเกินไป FSG มองว่า ที่ผ่านมาการใช้จ่ายเงินที่มากไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้องเลย ยิ่งการใช้เงินเยอะโดยไม่มีแผนแบบการซื้อแอนดี้ แคโรลล์ มาในวันสุดท้ายของตลาด ยิ่งจะทำให้เสียเงินมากโดยใช่เหตุ

พวกเขามองหาผจก.ทีมคนใหม่ที่มาพร้อมกับวิสัยทัศน์ และตอนนี้ฝ่ายวิจัยของเกรแฮมก็รับหน้าที่อีกครั้งในการเฟ้นหาข้อมูล เพื่อเป็นตัวเลือกสำหรับการหาผู้จัดการทีมคนต่อไปของลิเวอร์พูล และตัวเลขทุกอย่างมันชี้ไปคล๊อปป์ และหลังจากคล๊อปป์มาทำงานได้ 20 วัน เราก็ได้รู้ว่าเกรแฮมมีข้อมูลเกี่ยวกับคล๊อปป์อะไรบ้าง โดยเป็นรายงานชิ้นเยี่ยมจาก New Yoke Times

New Yoke Times รายงานว่า ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2015 เกรแฮมขอเข้าพบคล๊อปป์ พร้อมเอกสารการวิเคราะห์ข้อมูลที่เขาทำขึ้น เกรแฮมเริ่มต้นอธิบายถึงการเล่นของ Borussia Dortmund ในซีซั่นที่แล้วที่คล๊อปป์คุมอยู่ เขาพูดถึงเกมที่ดอร์ทมุนด์แพ้ไมนซ์ 2-0 โดยเขาชี้ว่า Dortmund มีโอกาสมากกว่าทีมเล็ก ๆ อย่าง Mainz มากนัก แม้ว่าผลการแข่งขันจะเป็นการพ่ายแพ้ของ Dortmund ที่สกอร์ 2 – 0 ก็ตาม

ในเกมที่ Dortmund เจอกับ Mainz ข้อมูลที่เกรแฮมนำมาโชว์พบว่า Dortmund มีโอกาสยิงประตู 19 ครั้ง ขณะที่คู่แข่งมีเพียง 10 ครั้ง และ Dortmund ยังครองบอลมากกว่าถึง 2 ใน 3 ของเวลาทั้งหมด มีโอกาสเข้าไปเล่นบอลในโซนอันตรายมากถึง 85 ครั้ง (ในขณะที่ Mainz ทำได้แค่ 55 ครั้ง)

ไม่เพียงเท่านั้น Dortmund ยังสามารถพาบอลเข้าไปในเขตโทษของ Mainz ได้ถึง 36 ครั้ง ในขณะที่ Mainz ทำได้เพียง 17 ครั้ง สกอร์ทั้งหมดชี้ว่าเกมนี้ Dortmund ควรเป็นฝ่ายชนะ ทว่า ความพ่ายแพ้ของ Dortmund เกิดขึ้นเพราะความผิดพลาดจังเบอร์ 2 จุด นั่นคือในนาทีที่ 70 เมื่อ Dortmund พลาดการยิงลูกโทษ และในนาทีที่ 74 เมื่อนักเตะ Dortmund พลาดทำลูกเข้าประตูตัวเอง

นั่นคือตัวอย่างข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในมือของเกรแฮม ตอนที่เขานำไปเสนอคล๊อปป์ แต่สิ่งที่แปลกใจคล๊อปป์ไม่ใช่ข้อมูลเท่านั้น ที่แปลกกว่านั้นคือ ข้อมูลการวิเคราะห์ทั้งหมดนั้นมาจากการวิเคราะห์โดยที่เขาไม่ได้ดูเกมนั้นเลยแม้แต่วินาทีเดียวที่สำคัญเขาไม่ได้วิเคราะห์จากเกมแค่เกมเดียว แต่เขาได้สร้างสมการทางคณิตศาสตร์ขึ้นมา และนำผลงานของนักเตะ Dortmund ในช่วงที่ Klopp ดูแลป้อนเข้าไป จากนั้นก็ประเมินร่วมกับตัวแปรอื่น ๆ เช่น ประสิทธิภาพของนักเตะในแต่ละเกม ซึ่งผลที่ออกมาพบว่า ทีม Borussia Dortmund ควรจะได้ตำแหน่งเบอร์ 2 ของตาราง ขณะที่ผลการแข่งจริง Dortmund กลับได้แค่อันดับ 7

บทสรุปของเกรแฮมที่มีต่อคล๊อปป์และดอร์ทมุนด์คือ เขาเป็นผู้จัดการทีมดวงจู๋ที่บังเอิญได้ไปคุมทีมไร้โชคที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล เกรแฮมสรุปจากผลงานของ Klopp ว่าเขาเป็นคนที่สามารถสร้างโอกาสได้มากกว่าทีมของคู่แข่งถึงเท่าตัว

ความสำเร็จของลิเวอร์พูลในวันนี้ นอกจากตัวนักเตะที่มีกำลังใจและความสามารถเต็มเปี่ยม ในอีกด้านหนึ่งมันคือการทำงานร่วมกันของคล็อปป์และเกรแฮม คล๊อปป์ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านวิเคราะห์ข้อมูลมาก่อน แม้ว่าจะจบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งรู้เรื่องสถิติต่าง ๆ เป็นอย่างดี แต่สำหรับข้อมูลแบบเจาะลึกที่ผ่านมา เขาเองก็ไม่ต่างจากผู้จัดการคนอื่น ๆ ที่ยังคงฝึกสอนนักฟุตบอลโดยใช้แนวทางเดิม ๆ แต่ในวันที่เกรแฮมมาหาเขาที่ออฟฟิศวันนั้นในปี 2015 เขาก็เข้าใจได้ทันทีว่า Graham คือคนที่เขาตามหามานาน

แน่นอนด้านของเกรแฮมผู้ไม่เคยดูเกมการแข่งขันของ Dortmund เลยแม้แต่เกมเดียว แต่กลับเป็นคนที่ยินดีกับความสำเร็จอันย่ำแย่ของเขา และด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้คล๊อปป์ประจักษ์ว่า หากสโมสรไม่ได้เกรแฮมเข้ามาช่วยดำเนินการหาผู้จัดการทีมให้กับลิเวอร์พูลแล้วล่ะก็ เขาคงไม่มีวันได้มาทำงานกับสโมสรลิเวอร์พูลอย่างแน่นอน

การทำงานร่วมกันของคล๊อปป์และเกรแฮมยังทำให้ลิเวอร์พูลสามารถสลายม่านหมอกของการเอาข้อมูลสถิติตัวเลขยาก ๆ ไปสู่นักเตะ เพราะคล๊อปป์คือคนที่นำเอาข้อมูลยาก ๆ เหล่านั้นมาแปลงเป็นข้อมูลแท๊กติกแล้วสั่งนักเตะแค่ว่าต้องทำอะไรบ้าง โดยไม่มีตัวเลขให้นักเตะต้องปวดหัวเลย

การได้ตัวซาลาห์

อีกผลงานชิ้นโบว์แดงของเกรแฮมก็คือการแนะนำให้สโมสรซื้อตัวโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ คนที่ทุกสายตาต่างมองด้วยความเย้ยหยันในการซื้อตัวของดีลนี้ นักเตะที่ล้มเหลวไม่เป็นท่ากับเซลซีมาเป็นนักเตะใหม่ของลิเวอร์พูลในราคาถึง 39 ล้านปอนด์ เรื่องราวเกี่ยวกับการหักปากกาเซียนลูกหนังครั้งนี้นั้นเริ่มต้นที่เชลซีปี 2014

ในปี 2014 เชลซีซื้อตัวกองกลางตัวรุกชาวอิยิปต์ ซาลาห์ ที่ขนานนามว่าเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง สองปีกับทีมในลีกสวิสเซอร์แลนด์ซาลาห์ยิงไปแค่ 9 ประตู ที่เชลซีเองเขาลงเล่นทั้งหมด 13 เกมในช่วงเวลาสองฤดูกาลและยิงได้แค่ 2 ประตู มองมุมไหนก็ไม่สามารถพัฒนาไปอีกแล้ว เขาจึงใช้เวลาส่วนมากถูกยืมตัวไปเล่นให้กับสโมสรอื่น ในท้ายที่สุดสัญญาของเขาถูกขายให้กับ โรม่าในอิตาลี ณ จุดนั้น ซาลาห์กับอังกฤษคงเป็นเส้นขนานกันไปแล้ว

“มันมีความคิดว่าซาลาห์ล้มเหลวที่เชลซีอยู่ แต่ผมต้องขออนุญาตด้วยความเคารพนะครับ ที่จะไม่เห็นด้วย” เกรแฮมกล่าวถึงซาลาห์ที่เขารู้จักผ่านข้อมูลที่เขามี จากการคำนวณของเขา ผลงานการเล่นของซาลาห์กับเชลซีไม่ต่างจากก่อนที่จะย้ายมาอังกฤษ และเหมือนกันกับตัวเลขหลังจากที่เขาย้ายออกไปจากเชลซี

ข้อมูลของเกรแฮมบ่งชี้ว่าซาลาห์จะเล่นคู่กันได้ดีกับฟีร์มิโนกองหน้าอีกคนหนึ่งของลิเวอร์พูล ผู้ที่สร้างค่าคาดหวังว่าจะได้ประตู (ค่า xG) จากการจ่ายของเขาได้มากกว่านักเตะในตำแหน่งเดียวกันแทบทุกคนบนโลก และในที่สุดเราก็พบว่ามันเป็นอย่างนั้น ในฤดูกาลถัดมาปี 2017-18 ซาลาห์กับฟีร์มิโน่คือคู่นักเตะที่แอสซิสต์ให้กันมากที่สุดรวม 7 ลูก

การค้นพบโรเบิร์ตสัน

การได้ตัวซาลาห์ถือว่าเป็นผลงานแจ้งเกิดของทีมซื้อขายและนักวิจัยข้อมูลของลิเวอร์พูล นั่นเพราะมันหักล้างอคติที่คนคอบอลอังกฤษมองซาลาห์ได้อย่างสิ้นเชิง แต่หากพูดถึงคอนเซ็ปป์ของ MoneyBall เรื่องของการใช้ทรัพยาการที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผมคิดว่ากรณีที่ลิเวอร์พูลค้นพบตัวของโรเบิร์ตสันนั้นถือเป็นผลงานชิ้นเอกของทีมของเกรแฮม ภายใต้การร่วมงานกับคล๊อปป์ยุคนี้เลยก็ว่าได้ เผลอ ๆ หากมีการจัดอันดับนักเตะซื้อขายยอดเยี่ยมตลอดกาลชื่อของโรเบิร์ตสันอาจติด 1 ใน 10 และแม้แต่เกรแฮมเองก็ยังเคยพูดว่า โรเบิร์ตสันคืองานชิ้นเอกของเขา

ในราย Freakonomics Radio เกรแฮมพูดถึงการนำเอาข้อมูลมาช่วยในการหานักเตะและชื่นชมโรเบิร์ตสันเอาไว้ว่า ”งานวิจัยของผมสามารถช่วยให้เราได้นักเตะมาและช่วยเหลือกระบวนการของแมวมองของพวกเรา พลังที่แท้จริงของการวิเคราะห์ข้อมูลก็คือ เมื่อคุณมีข้อมลขนาดใหญ่มากเกี่ยวกับนักฟุตบอลหลายแสนคนในมือ และอาจจะมีแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ที่เล่นได้ในระดับพรีเมียร์ลีก

แต่ถึงกระนั้น 5 พันคนก็ยังถือว่าหนักเกินกว่าที่จะจ้างแมวมองเพื่อเก็บข้อมูลแบบละเอียด นี่คือสิ่งที่การวิเคราะห์ข้อมูลของผมช่วยได้ ในการกรองและสามารถระบุตัวตนได้ชัดขึ้นมากกว่าวิธีการของแมวมองแบบเก่า บทบาทของผมคือการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นออกมา

ประเภทนักฟุตบอลที่ผมชอบมากที่สุด เป็นนักฟุตบอลประเภทที่ส่องแสงผ่านข้อมูลของผม แต่คุณอาจจะไม่เห็นมันผ่านสายตาของแฟนบอลหรือแมวมองทั่วไป หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ นักเตะที่มักถูกมองข้ามนั่นเอง นักเตะคนโปรดของผมคือ  Andy Robertson แบ็กซ้ายของเรา หนึ่งในแบ็คซ้ายที่ดีที่สุดในยุโรป

“ปัญหาที่ทำให้ Andy ถูกมองข้ามจากทุกสายตาคือเรื่องภูมิหลังของเขา เพราะเขาเริ่มเล่นฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเมื่ออายุ 22 ปี และเขาเล่นให้กับฮัลล์ซิตี้ซึ่งไม่ใช่ทีมฟุตบอลที่มีดีมาก แอนดี้เป็นเด็กหนุ่มที่ดีที่สุดในสหราชอาณาจักรในเวลานั้นเขาอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ค่อยดี เพราะเล่นในทีมการป้องกันแย่มากจริงๆ แล้ว Robbo ก็กลายเป็นฮีโร่ของเรา”

ทั้งหมดนี้คือผลงานชิ้นเด่น ๆ ของเขานะครับซึ่งถ้าจะให้ไล่เรียงมาหมดคงต้องเขียนอีกตอน ไม่ว่าจะเป็นคูตินโญ่ เกอิตา ฟาบิญโญ่ อลีสซง ก็ล้วนแต่มาจากฐานข้อมูลของเขาเท่านั้น

จริงๆ ข้อมูลของเกรแฮมไม่ได้ใช้แค่ในการซื้อขายเท่านั้น แต่ยังถูกนำมาใช้ในการปรับปรุงการเล่นของนักเตะแต่ละคนและรูปแบบการเล่นของทีมอีกด้วย เช่น การที่แบ๊กสองข้างของหงส์แดงจะเปิดบอลนั้นต้องเปิดไปพื้นที่ไหนถึงจะได้เปรียบและอันตรายที่สุด เป็นต้นซึ่งก็ทำให้ผลงานของแบ๊กทั้งสองข้างของลิเวอร์พูลโดดเด่นมากอย่างทีเห็น

หรือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ประตูที่ 4 ของลิเวอร์พูลในเกมส์ที่เจอกับทีมบาร์เซโลนาที่แอนด์ฟิลด์ ก่อนการแข่งขันทีมวิเคราะห์ได้ส่งวิดีโอสรุปให้เด็กเก็บบอล (Ballboys) ในสนามแอนฟิลด์ดูว่า ในเกมส์ที่เล่นกับปอร์โต มีจุดที่ควรแก้ไขตรงไหนบ้าง และพวกเขาจะมีส่วนสร้างโอกาสดีดีให้กับทีมลิเวอร์พูลอย่างไร อีกทั้งทีมวิเคราะห์ยังได้สังเกตว่า ผู้เล่นทีมบาร์เซโลน่ามักจะมีอาการสมาธิหลุด (switched off) ในช่วงก่อนการเตะมุมหรือฟรีคิกส์ในการแข่งขันรอบแรกที่สนามคัมป์นู

ซึ่งเป็นไปได้ว่าการบรีฟข้อมูลจากทีมวิเคราะห์ก่อนการแข่งขัน นำไปสู่การที่ประสานงานอย่าง “รู้ข้อมูล” ระหว่าง เด็กเก็บบอล , เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ กับ ดีว็อก โอรีกี จนกลายเป็นประตูประวัติศาสตร์แบบช็อคโลกอย่างที่รู้กัน

จบฤดูกาลนี้ โอกาสที่เกรแฮมจะอำลาทีมไปนั้นมีสูงมาก หงส์แดงกำลังจะเสีย เพชรน้ำหนึ่ง คนหนึ่งของวงการฟุตบอลไป แต่นี่แหละโลกของฟุตบอล ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง หลายคนมีความฝัน และสำหรับเกรแฮมเอง เขาอาจจะมีจุดมุ่งหมายที่ตัวเขาเองอยากออกไปท้าทายกับสิ่งใหม่ ๆ แฟนหงส์แดงคงทำได้แค่ขอบคุณและจะจดจำคุณไว้ในฐานะยอดคนคนหนึ่งของแอนฟิลด์

ด้วยรักและนับถือ