“ทรงอย่างแบด แซดอย่างหงส์” คุยกันตรง ๆ ถึงผลงานที่เป็นอยู่ของหงส์แดง

ก่อนบอลโลกหงส์แดงชนะมา 4 นัดติด แต่หลังจากบอลโลก ผ่านไป 5 เกมรวมทุกรายการหงส์แดงชนะ 2 แพ้ 2 เสมอ 1 แต่หากนับสองเกมหลังสุด หงส์แดงบุกไปแพ้เบรนท์ฟอร์ดในพรีเมียร์ลีก 3-1 ทำได้แค่เสมอวูล์ฟ 2-2 ใน เอฟเอคัพ และต้องเตะนัดรีเพลย์อีก

มองจากดาวพูลโต ก็รู้ว่านี่ไม่ใช่ผลงานที่ดีเลย มันทำให้เห็นว่าผลงานของหงส์แดงปีนี้ ค่อนข้างจะลุ่ม ๆ ดอน ๆ โอเคละ ในแง่ของความเป็นไปได้หงส์แดงเพิ่งจะหมดลุ้นแค่ 1 แชมป์คือลีกคัพที่แพ้แมนซิตีไป และยังมีความสำเร็จให้ไล่ล่าอีก 3 รายการ นับรวมพรีเมียร์ลีกที่ยังไม่ปิดตายซะทีเดียว

ถามว่าลิเวอร์พูลทำผลงานแย่ขนาดไหน วันนี้เราจะเอาข้อมูลมาชำแหละให้ดูกัน แน่นอนว่า สำหรับแฟนบอลบางกลุ่มอาจจะมองว่า เล่นดีไม่ดีก็เชียร์ ไม่สนใจ ก็อาจจะรู้สึกอึดอัดกับข้อมูลเหล่านี้ แต่สำหรับแฟนบอลกลุ่มหนึ่งที่อยากรู้ว่า เกิดอะไรขึ้นกันแน่ วันนี้เราจะมาแบให้เห็นกันชัดๆ

โดนคู่แข่งเจาะเป็นว่าเล่น

10 เกมหลังสุดเราเสียประตูถึง 8 เกม เก็บคลีนชีตได้เพียง 2 เกม คือเกมชนะนาโปลีใน UCL 2-0 และเสมอกับดาร์บี้ ในลีกคัพ นอกนั้นอีก 8 เกม เราเสียไปถึง 11 ประตู โดย 2 เกมหลังสุด โดนไป 5 ประตู หากเจาะเฉพาะในพรีเมียร์ลีกจะพบว่า หงส์แดงมีสถิติโดนคู่แข่งเจาะแบบเหน่ง ๆ ถึง 51 ครั้ง มากเป็นอันดับ 3 ของลีค รองจากลีดส์และฟูแล่ม ที่โดนเจาะไป 55 และ 54 ครั้งตามลำดับ

หากทุกคนยังไม่รู้สึกว่าตัวเลข 51 มันน่าแปลกใจก็ต้องเอาไปเทียบกับปีที่แล้วหลังผ่านไป 17 เกมหงส์แดงเสียโอกาสแบบนี้ให้คู่แข่งไปเพียง 21 ครั้งเท่านั้น ห่างกัน 2 เกือบ 3 เท่า เอาเป็นว่าขนาด นอตติงแฮม ฟอเรสต์ ทีมโซนท้ายตารางยังเสียโอกาสให้คู่แข่งน้อยกว่าหงส์แดงถึง 10 ครั้ง

เพรสซิ่งที่ไม่ซิ่ง

แม้หงส์แดงของคล็อปป์จะมีการปรับรูปแบบการเล่นเกมเพรสซิ่ง ลดการเพรสมาตลอดในระยะหลัง แต่การเพรสซิ่งก็ยังเป็นเนื้อเป็นหนัง เป็นตัวตนของหงส์แดง เป็นเหมือนประกาศิตว่า นี่แหละคือลิเวอร์พูล เราเล่นเพรสซิ่ง แต่ฤดูกาลนี้เกมเพรสซิ่งของหงส์แดงลดลงอย่างน่าใจหาย

ลดลงอย่างไร เอาอะไรมาวัด มันมีการวัดและการเก็บสถิติอยู่ว่า หงส์แดงปล่อยให้คู่แข่งครองบอลเฉลี่ยกี่จังหวะก่อนที่พวกเขาจะเพรสจนได้บอลมาคืน ในปี 2019-2020 ลิเวอร์พูลปล่อยให้คู่แข่งมีเวลาครองบอลเฉลี่ยเพียง 11 ครั้ง ขณะที่ปีนี้ 12.2 ครั้ง

ตัวเลขอาจจะเพิ่มขึ้นไม่มากแต่มันสะท้อนถึงความเข้มข้นที่หายไป เพราะมีสถิติที่น่าสนใจว่า ในปีนี้หงส์แดงวิ่งน้อยที่สุด สปริ้นน้อยที่สุด ระยะทางรวมก็น้อยที่สุดในรอบ 5 ปีหลังสุดเลยทีเดียว

ปิดจอบไม่ได้

แม้ว่าอะไรต่าง ๆ จะดูลดลงแต่สิ่งหนึ่งที่ลิเวอร์พูลของคล็อปป์ยังทำได้ดีเสมอมาคือการสร้างโอกาสในการเข้าทำ เช่นเดียวกันปีนี้หงส์แดงสร้างโอกาสยิงประตูคู่แข่งแบบเหน่ง ๆ หรือ โอกาสจัง ๆ ในเวทีพรีเมียร์ลีกไปได้ถึง 58 ครั้ง จากการยิงประตูตรงกรอบ 108 ครั้ง ซึ่งมากที่สุดในลีก ย้ำว่ามากที่สุดในลีก มากกว่าอาร์เซนอลจ่าฝูงที่ยิงตรงกรอบแค่ 97 ครั้ง

แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือลิเวอร์พูลพลาดโอกาสทองจากโอกาสทองไปถึง 42 ครั้ง ซึ่งก็มากที่สุดในลีกเช่นกัน นำโด่งเป็นที่หนึ่งเลย ดังนั้นจาก 58 ครั้งที่น่าได้ประตู หงส์แดงพลาดไป 42 และทำได้เพียง 16 ประตู จากโอกาสที่น่าเป็นประตูนั้น โดยรวมจากสาม-สี่ปัญหาที่ว่ามา

หงส์แดงเปิดโอกาสให้คู่แข่งมากเกินไป และจบสกอร์คู่แข่งได้ยาก ผลลัพธ์ที่สะท้อนออกมาคือ เมื่อโดนคู่แข่งนำไปก่อนหงส์แดงมักจะยิงประตูคืนไม่ได้ ผลคือพวกเขาแพ้ไป 5 เกม จากการลงแข่งเพียง 17 นัด เป็นการแพ้ในลีกมากที่สุดในยุคคล็อปป์เมื่อเทียบกับการลงเล่นเท่ากันในปีก่อนๆ

ใจสู้แค่ไหน

หนึ่งในสถิติที่ย่ำแย่ที่สุดของหงส์แดงในฤดูกาลนี้ก็คือ สถิติเกมเยือนที่ผ่านไป 8 เกม หงส์แดงชนะเกมเยือนเพียง 2 เกม แพ้ถึง 4 เกมและเสมออีก 2 เกม โดย 5 เกมเยือนแรกนั้นหงส์แดงไม่ชนะใครเลย และแพ้ไปถึง 3 เกม ทำให้ประตูได้เสียของหงส์แดงปีนี้หลังผ่านไป 8 เกมติดลบ 2 ลูก

หากไล่เรียงตามประวัติศาสตร์ของสโมสรแล้ว นับเป็นสถิติเกมเยือนที่ย่ำแย่ที่สุดอันดับที่ 7 รองจากปี 2010-2011 ที่ปีนั้นเคยมีช่วงที่เกมเยือน 8 เกมแรกผลต่างติดลบถึง 8 ลูก แต่แน่นอนว่ามันเป็นครั้งแรกในยุคของคล็อปป์เช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยให้คู่แข่งเจาะง่าย ๆ การเพรสซิ่งที่น้อยลง การวิ่ง ระยะทางการวิ่ง การทำประตูคืน เหล่านี้มันถูกถามถึงความตั้งอกตั้งใจ ใจสู้ของบรรดานักเตะหงส์แดงชุดนี้ และแน่นอนว่า รวมไปถึงการทำงานของคล็อปป์และการบริหารงานเบื้องบนของทีมอย่างไม่ต้องสงสัย

ปัจจัยภายนอกภายในรุมเร้า

คนเก่ง ๆ กำลังลาออก

ทุกผลที่เกิดย่อมมีเหตุที่ก่อ สิ่งที่ปรากฏขึ้น ไม่มีเรื่องบังเอิญ เช่นกัน ผลงานที่ย่ำแย่ของทีม ย่อมมีที่ไปที่มา แต่เราในฐานะคนนอกคงจะรู้ได้เพียงบางส่วนบางมุม มุมแรกก็คือ การที่ปีนี้แดนกลางของหงส์แดงทำผลงานได้ตกต่ำมาก ๆ นักเตะซีเนียร์ ฟาบิญโญ่, เฮนเดอร์สัน, ติอาโก ทำผลงานตกต่ำและไม่สม่ำเสมอเลย การหวังพึ่งนักเตะอย่างเอเลียตต์ก็ยังเร็วเกินไป

ฟอร์มของนักเตะหลาย ๆ คนที่จู่ ๆ ก็ดรอปลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ยังกะนัดกันมา ทั้งร็อบโบ้ ฟานไดจ์ค เทรนท์ สามกองหลังที่ยังงัดฟอร์มสุดยอดของตัวเองออกมาช่วยทีมได้ไม่มาก

ส่วนปัจจัยภายนอกสนามนั้น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของทีมที่กำลังจะเกิดขึ้นย่อมส่งผลต่อสภาพการทำงานของสโมสรแน่นอน ทีมงานคนเก่งต่างทยอยกันลาออกเหมือนพวกเขารู้อะไรมาเกี่ยวกับสโมสรแล้วพากันตัดช่องน้อยแค่พอตัวก่อน

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับหงส์แดงในฤดูกาลนี้มันมากกว่าแค่ปัญหานักเตะบาดเจ็บแล้ว แต่มันแปลว่าอะไรละ ในความเข้าใจของผมมันแปลว่า หากโครงสร้างยังสั่นคลอน ผลงานในสนามก็ยากที่จะมั่นคงได้ มันบ่งบอกว่า ลิเวอร์พูลถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่แค่การเพิ่มนักเตะแล้ว