เมื่อ 3 ความเชื่อมั่นกลับมาทำร้ายคล็อปป์

ความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปต่อไบร์ทตัน ชนิดที่คล็อปป์พูดเองว่า เขาไม่เห็นสักช่วงเวลาในสนามที่ลูกทีมของเขาเล่นได้ดีเลย น่าจะเป็นเกมที่ทำให้เด็กหงส์ “สร่าง” จากความเมาได้เป็นอย่างดี สำหรับผมมันทำให้เกิดภาวะ “ตาสว่างวาบ” ขึ้นมาโดยพลัน หลังจากดูการเล่นของทีมตลอด 90 นาที

“ความห่วยที่ดำเนินต่อไป” คำโปรยของพี่แจ๊กกี้ อดิสร พึ่งยา ในโพสต์หลังเกมน่าจะเป็นตัวอย่างได้ดีถึงอารมณ์ร่วมหลังเกมของหงส์แดงระดับเข้ากระแสเลือดได้อย่างดี สิ่งที่พี่แจ็คกี้เห็นคือ เล่นไร้ทรง สะเปะสะปะมาก แย่งบอลไม่ได้ เสียบอลต่อเนื่อง ใจไม่สู้ เกมรุกไม่มี เตะมุมครั้งแรกนา90+2 อ๊อกส์ ตัวแถม เสียประตูก่อน ใน21 เกม จาก35 นัดล่าสุด เสียประตูจากลูกทุ่ม และเน้นย้ำว่า “อีกมากมาย”

“จริง ๆ แล้วปัญหาของหงส์แดง ณ ขณะนี้อยู่ตรงไหน” หากถามเมื่อต้นฤดูกาล สิ่งหนึ่งที่หลายคนพยายามเลี่ยงคือการวิจารณ์ คล็อปป์ แน่นอนว่ารวมถึงตัวผมเองด้วย แต่หากถามตอนนี้ สิ่งที่เห็นก็คือ คล็อปป์ ไม่ได้อยู่ในฐานะยกเว้นอีกแล้ว แม้ว่าแฟนบอลส่วนใหญ่จะยังเคารพรักและเชื่อมั่นในการสร้างทีมของคล็อปป์

ข้อเขียนนี้ก็เช่นกัน มันถูกเขียนขึ้นเพื่อวิจารณ์คล็อปป์เช่นกัน ในขณะที่ก็ทั้งเคารพรักไม่เสื่อม เพียงแต่ในฐานะที่เราเข้าใจวงการฟุตบอลว่า ถึงจุดหนึ่งอะไรที่เคยทำได้ มันจะทำไม่ได้ ถึงจุดหนึ่งอะไรที่เคยดีมันอาจจะไม่ดี นั่นคือความเปลี่ยนแปลง และสิ่งที่พาคล็อปป์มาถึงทางแยกนี้ ก็อาจจะเกิดจาก 3 ความเชื่อมั่นที่สุดท้ายกลับมาทำร้ายตัวเขา

เทคโนโลยี

ในปีที่เราได้แชมป์ ทุก ๆ อย่างมันดูดี มีแต่ข้อดีไปหมด แต่ในวันที่เราผลงานแย่ ก็เป็นบทเรียนให้เรารู้ถึงอีกด้านของมัน เรื่องเทคโนโลยี ที่นำมาช่วยทีมเองก็เช่นกัน ในปีที่แล้วที่หงส์แดงลุ้น 4 แชมป์ เราต่างก็ชื่นชมเทคโนโลยีเบื้องหลังต่าง ๆ ที่ทีมของคลอปป์นำมาใช้เมื่อปีที่แล้วและต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้ อย่างน้อยก็ สองเทคโนโลยี คือ นูโร 11 และ Zone 7 โดยเฉพาะเทคโนโลยีอย่างหลังที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์อาการเจ็บของนักเตะ เรียกว่าอาจจะเป็นเทคโนโลยีพยากรณ์อาการบาดเจ็บของนักเตะ

เทคโนโลยีนี้จะคำนวณล่วงหน้าว่านักเตะคนนี้มีโอกาสเจ็บมากน้อยขนาดไหน ควรหรือไม่ควรลงตัวจริง สิ่งที่เราเห็นในปีนี้ก็คือมีหลายครั้งที่คลอปป์ต้องเปลี่ยนแปลง ปรับตัวผู้เล่น 11 ตัวจริงกระชั้นชิด เนื่องจากมีคำแนะนำจากแพทย์มา คือไม่ได้บอกว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ดี มันดีมากเพราะปีที่แล้วคล็อปป์ใช้มันในการบริหารงานนักเตะ ในการลุ้น 4 แชมป์ได้อย่างน่าทึ่ง

แต่ปัญหาที่พบก็คือ การเชื่อมั่นในตัวเทคโนโลยีตัวนี้ มันอาจจะนำมาซึ่งความชะล่าใจ ว่าเราจะบริหารและใช้งานนักเตะกลุ่มอายุเยอะและกลุ่มเปราะบางของทีมได้ดีเกินไปหรือไม่ นี่ไม่ใช่ข้อกล่าวหาลอย ๆ  เพราะสุดท้ายแล้วผลมันออกมาในตอนนี้ว่า เรามีนักเตะบาดเจ็บล้นทีม รวมถึงนักเตะแดนกลางที่อายุเยอะรวมถึงนักเตะหลายคนที่เล่นมาล้าตั้งแต่ปีก่อน กลับมีอาการบาดเจ็บอยู่

เพราะเราเชื่อว่าเราสามารถควบคุมมันได้ ทำให้การเสริมทัพ ยังอยู่ในขั้นแค่ “จำเป็น” แต่ “ไม่เร่งด่วน” ในตอนเริ่มฤดูกาล เมื่อถึงคราวต้องเร่ง ผลมันจึงออกมาเป็น อาร์ตูร์ ที่ยืมมาโดยไม่ได้ใช้งาน และช่วยแก้ปัญหาแดนกลางไม่ได้เลย กักโป ที่ดูเหมือนจะเป็น “การเร่ง” ที่เกินจำเป็นในตำแหน่งแนวรุก ทั้งที่เพิ่งได้ทั้งนูเญชและคาร์วัลโญ่มาตอนตลาดหน้าร้อน

คล็อปป์เชื่อมั่นในเทคโนโลยีพวกนี้และให้มันมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในวินาทีสุดท้ายของคล็อปป์มากในการจัด 11 ตัวจริงหรือการส่งตัวสำรองลงเล่น ขอยกตัวอย่างในหนึ่งที่เขาไม่ส่งนูเญช ลงเป็นตัวจริง แต่ส่งลงมาเป็นสำรองในนาทีที่ 89 โดยคล็อปป์ออกมาพูดว่าเขาได้รับ รายงานจากแพทย์ว่า เขามีอาการอาการปวดระบมกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายหนักตรงแฮมสตริง คล็อปป์บอกว่า

“เมื่อคุณได้รับข้อมูลแบบนี้จากทีมแพทย์ของคุณ มันทำให้คุณมีเวลาตัดสินใจเพียงแค่ไม่กี่นาทีว่าจะลงเล่นได้นานแค่ไหน กี่นาที หรือว่าไม่ให้เล่นเลย คือคุณจะไม่สามารถจับคนที่สามารถลงเล่นได้เพียงแค่ 20 นาทีหรือ 15 นาที ลงเป็นตัวจริงหรอก”

ปัญหาคือในท้ายที่สุดนูเญชก็ได้ลงอยู่ดีในนาทีที่ 89 ของเกม ที่แทบจะไม่ได้ช่วยอะไรทีมได้เลย มันอาจะถูกต้องก็ได้ เราไม่เถียง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าข้อมูลจากแพทย์จากเทคโนโลยีพวกนี้มันมีอิทธิพลกับเกมในสนามจริง เราจึงมักจะเห็นว่าพักหลังการจัด 11 ตัวจริงของคล็อปป์มักจะคาดเดายากเสมอ คำถามก็คือ การส่งลงมาในนาทีที่ 89 มันไม่เสี่ยงหรือ คุณคาดเดาอะไรจากเกมในสนามได้บ้าง

เรื่องเทคโนโลยีที่เข้ามามีอิทธิพลกับทีมไม่ว่าจะมากเกินหรือน้อยเกินมันส่งผลแน่นอน ซึ่งผมมองว่ามันจะมีทั้งดีทั้งไม่ดีปะปนกันไป มันไม่ได้แปลว่าทีมเราห้ามใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย เพียงแต่เราต้องให้มันช่วย “เสริมจุดแข็ง” ไม่ใช่เอามาช่วยเพื่อ “ปิดจุดอ่อน”

มนุษย์นิยม

โอเคละ หากใครพอจะเคยเรียนพวกปรัชญามาบ้าง เราก็จะพอคุ้นเคยกันดีว่า นักปรัชญาชาวเยอรมันมักจะมีแนวคิดที่เชื่อในเรื่องของ “มนุษย์นิยม” ค่อนข้างมาก และคล็อปป์เองก็รับอิทธิพลนั้นมาเต็ม ๆ แทบจะไม่ต้องตีความเลย ทั้งจากแนวทางการเล่น การทำงาน และบทสัมภาษณ์ตามที่ต่าง ๆ ล้วนสะท้อนถึงปรัชญาตัวนี้ทั้งนั้น

สิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้ในฤดูกาลนี้ก็คือ มนุษย์กลุ่มหนึ่งในทีมที่คล็อปป์เคยเชื่อมั่น พวกเขาเปลี่ยนไปมาก ทั้งในเชิงกายภาพและจิตใจ ผู้รักษาประตู อลิสซง, กองหลัง โรเบิร์ตสัน, ฟานไดจ์ค, อาร์โนล์ด, กองกลาง เฮนเดอร์สัน ฟาบิญโญ่ กองหน้า ซาลาห์ ฟีร์มิโน่ นี่คือ 8 นักเตะที่ร่วมหัวจมท้ายกับช่วงพีค ๆ ของหงส์แดงตั้งแต่ฤดูกาล 2018-2019 เป็นต้นมา โดยที่พวกเขาแทบจะไม่มีนักเตะมาซับพอร์ดตำแหน่งของพวกเขาได้เลย และนักเตะกลุ่มนี้ก็แผ่วด้วยกันทั้งกลุ่มในปีนี้

พูดแบบไม่เกรงใจก็คือ ทีมหงส์แดงไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยนักเตะชุดนี้ได้อีกแล้ว เราจำเป็นต้อง “สร้างใหม่” โดยอาจจะมีนักเตะกลุ่มนี้เป็นแกนหลักอยู่บ้าง แต่ต้องไม่ใช่ทั้งหมด ซาลาห์ในวัย 30 ย่าง 31 ควรจะได้ลงเป็นบางเกมและมีนักเตะที่เล่นได้ในระดับเดียวกับเขาคอยลงสลับ

เช่นเดียวกับ โรเบิร์ต์สัน, เฮนเดอร์สัน,ฟาบิญโญ่,และฟีร์มิโน่ แม้คล็อปป์จะออกตัวว่าอาร์โนล์ดเพิ่งจะ 23 แต่การใช้งานเขาตั้งแต่ 19 อย่างหนักหน่วงก็ไม่ได้ทำให้เขามีความสดเหมือนเด็กหนุ่มวัย 23 เหมือนนักเตะทั่วไปแน่นอน แต่จนถึงตอนนี้คล็อปป์ยังไม่มีนักเตะคนไหนที่สามารถผ่อนการใช้งานเทรนท์ลงได้เลย

จนถึงตอนนี้เราสามารถด่าหรือวิจารณ์เรื่องความทุ่มเทของนักเตะหงส์แดงชุดนี้กันได้แล้ว มันสะท้อนให้เห็นว่า มนุษย์เปลี่ยนแปลงเสมอ และคล็อปป์น่าจะเป็นคนที่ได้รับบทเรียนครั้งนี้ดีที่สุด ไม่ได้หมายความว่า ต้องไม่เชื่อใจในลูกทีม แต่ไม่จำเป็นต้องกอดคอกันจมน้ำ เพราะถึงที่สุด บางทีคนที่คุณกอดไว้เขาอาจจะถีบคุณจมน้ำแล้วเอาตัวรอดก็ได้

เราเห็นได้เลยปฏิกิริยาหลังเกมกับไบร์ทตัน ความโดดเดี่ยวท่ามกลางฝูงชน การเดินไปยกมือไหว้แฟนบอล เป็นภาพที่น่าจะสะท้อนได้เป็นอย่างดีถึงเรื่องที่ว่า เพราะตอนนี้อย่าว่าแต่นักเตะ (บางคน) ที่อาจะไม่หนุนหลังหรือสู้เพื่อคล็อปป์แล้ว แฟนบอลจำนวนหนึ่งที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็อาจจะไม่ได้มองคล็อปป์แบบเดิมอีกต่อไป

ระบบเพรสซิ่ง

คล็อปป์คือคนที่ทำให้สไตล์การเล่นเพรสซิ่งเป็นที่ยอมรับรู้จักและเป็นเทรนท์หนึ่งของโลกฟุตบอลอย่างไม่ต้องสงสัยจากการทำทีมลิเวอร์พูลในหลายปีที่ผ่านมา แต่เกมกับไบร์ทตันเมื่อคืน มันทำให้เห็นเลยว่า มีทีมอีกมากที่เล่นเพรสซิ่งได้ และบ่อยครั้งทำได้ดีกว่าต้นตำรับอย่างคล็อปป์ พวกเขาเรียนรู้ ปรับปรุง รับมือกับมันเสมอ กุนซือยุคใหม่ ต่างก็เรียนรู้การ เพรสซิ่ง การวิ่งไล่ การเล่นบอลกับพื้น ขณะที่กุนซือแบบเก่า  ๆ เริ่มล้มหายและวางมือกันไป

ลองย้อนกลับไปตรงจุดเริ่มต้นที่คลอปป์มาคุมทีม มีกี่สโมสรกันที่เล่นฟุตบอลสไตลเพรสซิ่ง บีบเร็ว โดยเฉพาะสไตล์เพรสแดนบนแบบที่คล็อปป์ทำ ยิ่งเป็นทีมเล็ก ๆ ยิ่งไม่กล้า พวกเขายังเน้นการอุดประตูอยู่เลย แต่ในปีนี้มันชัดเจนว่า พวกเขาไม่ใช่ฝ่ายตั้งรับ แต่เป็นฝ่ายออกล่าคุณเอง นี่เป็นวัฏจักรของฟุตบอลที่สำคัญ คือ คุณไม่ใช่ของแปลก ไม่ใช่ของใหม่ และไม่ได้แตกต่างอีกแล้ว

“ฟุตบอลมันทันกันแล้ว” และสำหรับลิเวอร์พูลของคล็อปป์ไม่ใช่แค่โดนไล่ทัน แต่โดนคลื่นลูกใหม่ซัดเข้าอย่างจัง เราเห็นทุกความพยายามของคล็อปป์ แต่ก็เห็นทุกการกอดรัดบางสิ่งไว้ไม่ยอมปล่อยเช่นกัน และนั่นแหละกลายมาเป็นเงื่อนที่รัดเขาไว้ในตอนนี้