เมื่อคลื่นลูกใหม่กำลังก่อตัว

“โครมๆ น้ำแยงซี รี่ไหลสู่บูรพา ละลอกคลื่น ซัดพาวีรชน หล่นลับหาย”

สุภาษิตจีน จากนิยายอิงประวัติศาสตร์สามก๊ก เป็นบทกวีที่ผมชื่นชอบมาก ‘ไม่มีใครเก่งค้ำฟ้า’ เป็นสัจธรรมค้ำโลกนี้ไว้ ไม่มีคลื่นลูกใดไม่ถูกซัดหาย ละลอกคลื่นสาดทับกันตลอดเวลา คลื่นลูกใหม่ซัดพาคลื่นลูกเก่า ฉันใด โลกฟุตบอลก็ฉันนั้นผู้จัดการทีมที่เก่งกาจขนาดไหน เมื่อถึงยุคหนึ่งตำราที่พวกเขายึดถือก็เก่าลง ไม่เว้นแม้แต่เป๊บและคล็อปป์ ที่กำลังเผชิญกับคลื่นลูกใหม่ที่ไล่หลังมา

หลายคนอาจจะมองว่า บ้านะ เอาแค่คล็อปป์คนเดียวก็พอมั้ง เป๊บยังทำทีมลุ้นแชมป์อยู่ หลายคนอาจจะมองว่า ยังไม่ขนาดนั้นหรอก ฟุตบอลของเป๊บและคล็อปป์ยังยอดเยี่ยมอยู่เพียงแต่พวกเขากำลังมีปัญหาเฉพาะหน้ากันอยู่ ก็คงใช่ ถ้าจะมองแบบนั้นก็ไม่ผิดประการใด

อย่างไรก็ตาม ผมขอเรียนด้วยความเคารพ ผลประกอบการของทั้งสองคน กำลังชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า “ขาดทุน” อาคานจิ, คาลวิน ฟิลิปป์ส, และเออลิงค์ ฮาแลนด์ คือการลงทุนไม่น้อยของแมนซิตี บวกกับพลพรรคที่มีอยู่เดิม เราสามารถคาดหวังการเป็นจ่าฝูงของพวกเขาได้เลย

อย่างน้อย ๆ ผลงานที่คาดหวังมันต้องไม่ใช่การโดนอาร์เซนอลที่คุมทัพโดยอดีตผู้ช่วยของเป๊บ และยังมีอดีตนักเตะเก่าของเรือใบที่ไม่ได้รับโอกาสมากนักอย่าง ชินเซนโก้ และเฆซุส นำห่างถึง 8 แต้มหลังจากผ่านไปเพียง 18 นัดเท่านั้น แน่นอนว่าการต่อสู้ยังอีกยาวไกล อย่างน้อยก็มีอีกเกือบ 20 เกมให้เล่น แต่ถามเถอะ ตอนนี้ ผลงานโดยภาพรวมของซิตี มันแสดงออกมาบ้างหรือยัง

ขณะที่หงส์แดงนั้นก็ชัดเจนว่า การมีคะแนนตามหลังทั้งฟูแล่ม ไบร์ทตัน และเบรนท์ฟอร์ด ไม่ใช่ผลงานที่น่าพอใจแน่ การแพ้ไบร์ทตัน 3-0 ถูกยกให้เป็นเกมที่แย่ที่สุดในยุคของคล็อปป์ คล็อปป์ยอมรับมันเอง “ไม่มีสักช่วงนาทีของเกมที่เราเล่นดี” หรือแม้แต่กัปตันทีมก็ยอมรับว่า น่าจะเป็นเกมที่แย่ที่สุด เพราะพวกเขาไม่เคยเล่นแย่กันแบบนี้มาก่อน คุณจะอ้างอาการบาดเจ็บ จะอ้างอะไรก็แล้วแต่ แต่มันไม่มีเหตุผลเลยที่จะเล่นได้แย่กว่าคู่แข่งในทุกมิติตลอด 90 นาที

กระแสคลื่น

ถ้าเราโฟกัสแค่สองคนนี้ เราอาจจะไม่เห็นกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ ไล่หลังมา เพราะตอนแรก ๆ ที่ผลงานของทั้งสองคนลุ่ม ๆ ดอน ๆ ใครหลายคนก็เชื่อว่า สักพักพวกเขาก็จะกลับมา ไม่มีใครเชื่อว่าอาร์เซนอลจะยืนระยะได้ อย่างน้อย ๆ คนเชื่อว่า ซิตีที่มีฮาแลนด์ จะโหดที่สุดในประวัติศาสตร์ และจะไล่แซงจนนำทีเดียวจบในตอนท้าย ก็มีมากกว่าความเชื่อแรก

เช่นเดียวกับคนที่เชื่อว่า หลังบอลโลก ทีมของคล็อปป์จะกลับมา พวกเขาแค่ล้าจากการไล่ล่า 4 แชมป์เมื่อปีที่แล้ว ก็น่าจะมีมากกว่าคนที่เชื่อว่า ลิเวอร์พูลของคล็อปป์จะหล่นลงมาถึง 3 อันดับจากช่วงก่อนบอลโลก จนกระทั่งเมื่อเราแหงนหน้ามองขึ้น เราก็เห็น อาร์เตตา เทน ฮาก และเอ็ดดี้ ฮาว ปรากฏตัวขึ้นมาเป็นคลื่นลูกใหม่ที่ไล่หลังมาอย่างกระชั้นชิด เมื่อนั้นแหละเราจึงได้ตระหนักถึงปัญหาของเป๊บและคล็อปป์อย่างจริงจัง

เทนฮากกับอาร์เตตา ทำผลงาน 25 เกมแรกได้ดีและเทียบเท่าเป๊บกับคล็อปป์

หากยังจำกันได้ ตอนที่เทนฮาก มาคุมแมนยู บทสัมภาษณ์แรกที่เขาพูดถึงเวทีพรีเมียร์ลีกช่างห้าวหาญ ซะจนหลายคนอดหัวเราะออกมาไม่ได้  เขาบอกว่า ทั้งลิเวอร์พูลและแมนซิตีนั้นยอดเยี่ยม แต่ยุคสมัยมันจบลงได้เสมอ ถ้อยคำนี้ช่างห้าวหาญเพราะมันสะท้อนถึงปณิธานของผู้พูดว่า ตัวเขาจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ทำให้ยุคสมัยมันจบ จะเป็นคลื่นลูกใหม่ที่ไล่ซัดคลื่นลูกเก่าให้หายลับ

“อวดดี” คงจะเป็นสิ่งที่แฟนบอลคนอื่น ๆ คิด เพราะเป็นถ้อยคำที่ไม่มีกุนซือคนไหนที่อาจหาญกล่าวเช่นนี้มาก่อน ยิ่งในยุคที่คลื่นลูกใหญ่ทั้งสองยังแรงและเพิ่งจะแข่งขันกันมาเมื่อปีก่อน แต่หากเราเห็นผลงานของแมนยูในตอนนี้ เราก็พอจะเห็นว่าพวกเขามีดีพอจะอวดได้

พวกเขาชนะมา 9 เกมติดต่อกันรวมทุกรายการ และ 5 เกมติดต่อกันในพรีเมียร์ลีก มีแต้มตามหลังแมนซิตีของเป๊บเพียง 1 แต้มเท่านั้น และเพิ่งเอาชนะเป๊บมาได้ และที่สำคัญคือมันเป็นผลงานทีเกิดจากบอลระบบ มากกว่ากุนซือยุคไหน ๆ ของแมนยู

การทำผลงานได้ดีของอาร์เตตา ถูกปรามาสไว้ตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ ว่า สักพักก็คง แผ่วปลาย แบบที่พวกเขาเคยเป็นมา แทนที่จะเสริมทัพนักเตะชั้นยอด พวกเขาเลือกนักเตะตัวรองของซิตีมา ในวันที่พวกเขาแพ้แมนยู ที่แม้จะเล่นได้ดี แต่สิ่งที่ผู้คนพูดถึงคือ นี่ไง ท่าดีทีเหลว

แต่ไม่มีใครรู้เลยว่านั่นเป็นการแพ้เพียง 1 นัดในลีกของพวกเขา พวกเขาชนะได้ถึง 15 เกม และเสมอไปเพียง 2 เกม ชนะสเปอร์สไป-กลับ ชนะลิเวอร์พูล ชนะเชลซี พวกเขาชนะทีมใหญ่ ๆ ด้วยกันได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขามักจะทำไม่ได้ในปีอื่น ๆ อย่างน้อย ๆ ทั้งแมนยูและอาร์เซนอลก็แสดงให้เห็นว่า นี่ไม่ใช่ทีมที่แมนซิตีและหงส์แดงเคยรู้จัก

คลื่นลูกเล็ก

อย่างสาลิกา ดง ของ เอ็ดดี้ ฮาว ก็สร้างความประทับใจได้ จากสไตล์การเล่นที่โดดเด่น เกมเพรสซิ่งสไตล์ที่ไม่ค่อยคุ้นเคย การเพรสซิ่งที่มีลักษณะที่แตกต่างเก้เก้นเพรสของคล็อปป์ และแท็คติกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ฮาวบรรจงใส่ไปในแต่ละเกมอย่างแนบเนียน หลายคนอาจจะมองว่ามันเป็นศาสตร์มืด ไม่ต่างจากวิธีการเล่นของ ชิเมโอเน่ เน้นการชนะไม่ว่าจะใช้วิธีการแบบไหนก็ตาม

และเราควรจะตระหนักถึงทีมอย่างไบร์ทตัน ที่มีวิธีการเล่นกับทีมใหญ่ ๆ ได้แตกต่างจากทีมเล็ก ๆ ที่เคยมีมา คือ พวกเขาใช้บอลระบบเข้าสู้ และเป็นฝ่ายเปิดเกมรุกใส่บรรดาทีมใหญ่ แบบไม่เกรงกลัว สไตล์การไล่เพรสที่ผสมผสานกับบอลตามช่อง พวกเขาเอาชนะทีมใหญ่ได้ ไม่ใช่เพราะการตั้งรับรอสวน หรือเพราะเล่นแบบเจียมตัวว่าเป็นทีมเล็ก แต่สู้กับทีมใหญ่เพราะพวกเขาคิดว่าพวกเขาชนะได้

ทีมเล็ก ๆ ที่เอาชนะทีมใหญ่ได้ ไม่ได้ชนะเพราะฟลุ๊ค โชคช่วยอีกต่อไป แต่ชนะเพราะพวกเขาคิดว่าพวกเขาชนะได้ ด้วยกลยุทธ์ ด้วยการศึกษา กลวิธี และที่สำคัญคือพวกเขาไม่ได้มีแค่ 1 หรือ 2 ทีม แต่มีเพิ่มขึ้นนับ 10 ทีม นี่คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป ในโลกฟุตบอลของพรีเมียร์ลีก

อาจจะเร็วไปที่จะกล่าวหาว่าพวกเขาเป็นคลื่นลูกเก่าแล้ว แต่ไม่เร็วเกินไปเลย ที่เราจะเห็นว่ามันมีคลื่นลูกใหม่ที่ก่อตัวมาแล้ว หลายลูก และไล่หลังพวกเขามาอยู่ อยู่ที่ว่าพวกเขาจะปรับตัวกันได้เร็วหรือไม่ขนาดไหน หรือจะหล่นลับหายไป เฉกเช่น วีรชน คนอื่นๆ