เมื่อคล็อปป์กล้าจะเปลี่ยนและ 5 ประเด็นน่าสนใจรอบวัน

เมื่อคล็อปป์กล้าจะเปลี่ยน

ชัยชนะเหนือวูล์ฟ 0-1 ในเกมเอฟเอคัพ ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าหงส์แดงทำผลงานแย่ในปีนี้หรอก แต่มันแสดงให้เห็นว่าในจุดที่แย่ ๆ ของทีม มันยังมีจุดที่ดีอยู่ มันยังมีคนพร้อมสู้และพร้อมจะเดินไปกับคล็อปป์ ย้อนกลับไปก่อนเกมกับวูล์ฟ คล็อปป์ให้สัมภาษณ์ก่อนเกมค่อนข้างดุเดือด โดยเฉพาะประเด็นที่เขาถูกวิจารณ์ว่า เชื่อใจนักเตะแต่ชุดเดิม ๆ มากเกินไป

คล็อปป์โต้แย้งว่า “ผมได้ยินพวกคุณพูดกันว่าผมเป็นพวกเชื่อใจแต่นักเตะเดิมๆ พวกคุณคิดผิดแล้ว ใช่ ผมเป็นคนแบบนั้น และคิดว่าทุกคนควรเป็นเช่นนั้น แต่ผมเองก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป คำถามของคุณฉลาด แต่ปัญหาคือ คุณใช้คำตอบไปกับเรื่องอะไร”

ผมว่าการจัดตัวและฟอร์มการเล่นของทีมในเกมกับวูล์ฟมันแสดงออกมาอย่างชัดเจนที่สุด ถ้าคุณกล้าเปลี่ยน คุณก็จะได้ผลลัพธ์ใหม่ คล็อปป์อาจจะไม่ได้ตั้งใจเปลี่ยนแต่เพราะเกมกับเชลซีรออยู่ในสุดสัปดาห์นี้ก็เป็นได้ คล็อปป์จึงพักทั้งเทรนท์, ฟาบิญโญ่, เฮนเดอร์สัน, มาติป และอลิสซง รวมถึง แชมเบอเลนด้วย

ไม่รู้ว่าคล็อปป์คาดหวังอะไร แต่สิ่งที่เด็ก ๆ อย่างเคเลอร์เฮอร์, บายเซติก, เอเลียตต์, คาร์วัญโญ่ และรวมถึงผู้หลักผู้ใหญ่อย่าง มิลเนอร์ แสดงให้เห็นในสนามคือ พวกเขาแสดงให้เห็นถึงพลังงานที่พร้อมจะขับเคลื่อนเกมอยู่ตลอดเวลา นักข่าวหลายช่องบอกว่า เกมนี้เหมือนคล็อปป์ได้ทีมลิเวอร์พูลของตัวเองกลับมา

นั่นทำให้เราเห็นว่า ผลงานที่ร่วงรูดของทีมที่ผ่านมา มันไม่ได้อยู่ที่ระบบการเล่น หรือเพราะตัวผู้เล่นเจ็บมากเป็นหลัก แต่มันอยู่ที่ “จิตใจ” เป็นหลัก โดยเฉพาะของนักเตะที่ลงไปเล่น หากคุณพกใจลงไปวิ่ง ลงไปฟัด แบบบายเซติจ เอเลียตต์ คาวัลโญ่ มีหรือที่เราจะไม่สามารถต้านทานเกมรุกของบรรดาคู่แข่งได้

หากคุณพกใจลงไปลุยในสนาม มีแพสชั่น กับทีม แบบที่แสดงให้เห็นในเกมนี้ ผมว่ามันไม่เหนือบ่ากว่าแรงของนักเตะอย่างฟาบิญโญ่ เทรนท์ แชมเบอร์เลน หรือใคร ๆ ก็ตามที่โดนวิจารณ์ถึงความตั้งใจเล่นอยู่ในขณะนี้ ที่จะทำได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่พวกเขาเคยทำได้

ผมไม่รู้และเชื่อว่าแฟนบอลทั่วโลกก็คงไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาที่ฟอร์มตก แต่เกมกับวูล์ฟแสดงให้เห็นอย่างหนึ่งว่า คล็อปป์ไม่ใช่พวกยึดติดกับนักเตะคนใดคนหนึ่งแน่นอน และเขากล้าที่จะเปลี่ยน เมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยน

ลูกพี่สั่งต้องทำ

ประตูชัยในเกมกับวูล์ฟของเอเลียตต์นั้นมีที่มา เมื่อเจ้าตัวออกมาเผยว่า เขาไม่ได้เป็นคนตัดสินใจทำประตูเอง แต่ได้ยินเสียงจากบางคนตะโกนบอกให้เขารีบทำประตูได้แล้ว และเสียงนั่นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เจมส์ มิลเนอร์ นั่นเอง เอเลียตต์เปิดเผยว่า

“จังหวะที่ผมกำลังเลี้ยงบอลขึ้นมา ผมได้ยินเสียงคนตะโกน เดาว่าน่าจะรองเจมส์นะ เขาบอกให้ผมยิงได้แล้ว อย่าชักช้า แน่นอนว่าหากเป็นเสียงของเขาตะโกนมา มีหรือผมจะกล้าขัดคำสั่งเขา ผมต้องทำตามอย่างเดียว ผมว่าหลังจากนี้ผมคงต้องบอกเขาว่าให้ตะโกนใส่ผมบ่อยๆแล้ว เพราะมันได้ผล”

เบื้องหลังฟอร์มดุของบายเซติจ

นักเตะที่ทำผลงานได้น่าประทับใจที่สุดในสนามเกมกับวูล์ฟ อย่างเป็นเอกฉันท์ก็คือเจ้าหนู บายเซติจ ตลอดเวลา 75 นาทีที่เขาอยู่ในสนาม เขาสัมผัสบอลไป 49 ครั้ง ผ่านบอลสำเร็จ 70 เปอร์เซ็นต์ ชนะการปะทะกับคู่แข่ง 5 จาก 6 ครั้ง เข้าแท็กเกิลชนะ 3 ครั้ง ตัดบอลจากเท้าของคู่แข่ง 2 ครั้ง โดยไม่ปล่อยให้คู่แข่งเลี้ยงผ่านเขาเลย

คนที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดีที่สุดน่าเป็น เยอร์เก้น คล็อปป์ หลังเกมเขาออกมาชื่นชมการเล่นของสเตฟาน บายเซติก แต่เขาบอกว่า เบื้องหลังที่ทำให้ฟอร์มของเจ้าหนูคนนี้โดดเด่น คือ อัลคันทาร่า “บายเซติกเป็นเด็กที่ยอดเยี่ยมมาก เขาฉลาดในการเคลื่อนที่ เมื่อเป็นเด็กหนุ่มมันจะเป็นที่จะต้องเริ่มเกมให้ดี

“เขามีบางสถานการณ์ ที่ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าเขาเห็นที่ว่างหรือแค่คิดว่าจะมี แต่เขากลับทำมันออกมาได้ดีจริง ๆ สิ่งที่ช่วยเขาได้คือการเอาชนะในการเข้าปะทะหลายครั้งแล้วเอาชนะได้ การมีติอาโก้คอยขนาบข้าง ช่วยทำให้เขาเล่นได้ดีในเกมนี้ ติอาโก้คอยสอนเขาเยอะมากในสนาม”

นูเญชกลับมาแล้ว

แม้จะมีจังหวะการยิงที่ขัดใจแฟนบอลเสมอ แต่การที่หงส์แดงไม่มีเขาในทีมก็ทำให้แดนหน้าของหงส์แดงแทบจะไร้พิษสงไปทันที สำหรับ ดาร์วิน นูเญช ที่เจ็บและต้องพักไปถึง 2 เกมแล้ว กองหน้าตัวตึง แม้จะยังยิงไม่ได้เป็นกอบเป็นกำ แต่การเคลื่อนที่ของเขาสร้างโอกาสให้ทีมได้มาก

ข่าวล่าสุดตอนนี้ คล็อปป์ออกมายืนยันเองแล้วว่า นูเญช หายเจ็บแล้ว และกำลังจะกลับมาซ้อมได้ในวันนี้พรุ่งนี้ และน่าจะทันเป็นตัวเลือกให้ทีมในการเจอกับเชลซีในสุดสัปดาห์นี้ การขาดหายไปของนูเญช ส่งผลให้หงส์แดงมีโอกาสเข้าทำคู่ตอสู้ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน ทั้งเกมที่แพ้ไบร์ทตัน และชนะวูล์ฟได้ ต่างก็มีโอกาสยิงแค่ 6-7 ครั้งต่อเกมเท่านั้น ขณะที่หากมีนูเญชอยู่ หงส์แดงมักจะมีโอกาสยิงทะลุ 10 ครั้งขึ้นไป

 หงส์รายได้พุ่ง

แม้จะขึ้นค่าเหนื่อยนักเตะเป็นว่าเล่น แถมยังควักเงินซื้อตัวนักเตะแบบทุบสถิติ แต่หงส์แดงก็ยังเป็นทีมที่มีรายได้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว รายงานจาก ฟุตบอลมันนีลีค 2023 ประกาศรายชื่อ  20 ทีมที่ทำรายได้มากที่สุดประจำฤดูกาล 2021/22 ออกมาวันนี้

โดยลิเวอร์พูลพุ่งขึ้นจากอันดับที่ 7 เมื่อฤดูกาล 2020/21 ผงาดขึ้นมาเป็นอันดับสาม 3 อย่างสง่าผ่าเผย หลังกวาดรายได้ไปกว่า 594.3 ล้านปอนด์ เป็นรองแค่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเรอัล มาดริด(อันดับที่ 1 และ 2 ตามลำดับ) เท่านั้น รายได้หลักของหงส์แดงมีรายได้เพิ่มขึ้นจากฤดูกาลก่อนหน้าถึง 27% หลังกลับมาเปิดสนามแอนฟิลด์ให้แฟนๆได้กลับเข้ามาชมเกมอีกครั้ง จากที่ต้องหยุดไปเพราโควิด

โดยได้รายได้จากค่าบัตรเข้าชมเกมถึง 95 ล้านปอนด์ มากไปกว่านั้นรายได้จากการค้าของทีมก็เติบโตขึ้นด้วยเมื่อฟัน 233 ล้านปอนด์ เช่นเดียวกับรายได้จากการถ่ายทอดสด ที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าชิงบอลถ้วย 3 รายการ โดยลิเวอร์พูลได้เงินจากการถ่ายทอดสด 266 ล้านปอนด์

นอกจากนั้นการบริหารค่าเหนื่อยนักเตะของทีมก็ยังทำได้ดีขึ้น ค่าเหนื่อยต่อรายได้ของทีมลดลงมาเหลือแค่ 62% หลังจากพุ่งไปแตะ 67% ในปีที่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก ถือว่ายังบริหารส่วนนี้ได้อย่างเยี่ยมยอด(ค่าเหนื่อยไม่ควรเกิน 70% ของรายได้)