หงส์ก็เหงา สิงห์ก็หงอย และประเด็นน่าสนใจรอบวัน

เกมพรีเมียร์ลีกสุดสัปดาห์นี้  เปิดหัวด้วยเกมระหว่างหงส์แดงที่ต้องเปิดบ้านรับการมาเยือนของสิงห์น้ำเงิน โดยชื่อชั้นแล้วนี่คือเกมบิ๊กแมชท์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่โดยสถานการณ์ของทั้งสองทีมแล้ว มันเหมือนการเจอกันของสองทีมที่ทีมหนึ่งกำลังหงอยอีกทีมหนึ่งก็กำลังเหงา มันเลยต้องลุ้นว่าจบเกมนี้แล้วจะเหงากันต่อหรือใครจะพอได้ยิ้มบ้าง

อาการหนักทั้งคู่

ลิเวอร์พูลอยู่อันดับ 9 เชลซีอยู่อันดับ 10 ตามหลังทั้งทีมอย่างฟูแล่ม ไบร์ทตัน และเบรนท์ฟอร์ด หากเป้าหมายของทั้งคู่คือการลุ้นแชมป์มันคงจบลงไปแล้วอย่างเงียบ ๆ และหากเป้าหมายของทั้งคู่คือการลุ้นท็อปโฟร์ มันก็ไกลสุดกู่ เพราะทั้งคู่มีคะแนน 28 คะแนน มีแต้มห่างจากอันดับที่สี่ อย่างนิวคาสเซิลถึง 10 แต้ม ลิเวอร์พูลแข่งไป 18 เกม เชลซีแข่งไป 19 เกม

หากจะหวังลุ้นท็อปโฟร์มันแทบจะเป็นเรื่องยากมาก เพราะแต้มที่ห่างถึง 10 แต้ม มันหมายความว่าทีมอย่างนิวคาสเซิลต้องสะดุดขาตัวเองแพ้อย่างต่ำ 4 เกม และพวกเขาเองก็ต้องรีบทำผลงานให้ดีขึ้นแบบทันตาเห็น ขณะที่เหลือเกมการแข่งขันอีก 20 เกม ในทางคณิตศาสตร์มันพอเป็นไปได้ แต่ในทางโลกแห่งความเป็นจริง มันคงจบยากเกินเอื้อม

ปัญหาหนึ่งที่ทั้งคู่เจอเหมือนกันคือ เรื่องอาการบาดเจ็บของนักเตะ และการที่นักเตะชุดใหญ่ตัวหลักจำนวนหนึ่งทำผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐาน ลิเวอร์พูลเสียแนวรุกตัวหลักไปถึงสามคนในช่วงเวลาไล่เรี่ยกัน หลุยส์ ดิอาซ, ดีเอโก้ โจต้า, โรแบร์โต เฟอร์มิโน่ ไม่สามารถลงช่วยทีมได้ กองหลังก็เพิ่งจะเสียฟานไดจ์คไป

หงส์แดงว่าหนักแล้ว เชลซียิ่งแย่หนักกว่า เพราะมีตัวเจ็บมากถึง 9 คน ตัวหลัก ๆ ก็เช่น เมนดี้, ก็องเต้, รีซ เจมส์, เบน ชิลเวลล์, คริสเตียน พูลิซิช, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, ว่ากันว่าเกมนี้ทั้งสองทีมจะมีนักเตะหลักบาดเจ็บรวมกันแล้วมากถึง 15 คน ซึ่งสามารถนำไปจัดทีมผสมกันได้ 1 ทีมแบบโหดๆ เลย

ต้องการจุดเปลี่ยนทั้งคู่

หากทั้งสองเป็นมนุษย์หนุ่มสาว การพบกันครั้งนี้อาจจะเข้าทำนอง “คนเหงาย่อมเข้าใจคนเหงา เมื่อสายตาเศร้า ๆ ส่งไปทักทายกัน” แต่ในเกมฟุตบอลมันจะไม่ใช่แบบนั้น ทั้งสองทีมย่อมเห็นโอกาสในเกมนี้ที่จะขอเหยียบชื่อชั้นอีกทีมขึ้นไปสูดอากาศหายใจ ส่วนผู้แพ้นั้นอาจจะต้องจมปรักชนิดโงหัวไม่ขึ้น

โดยเฉพาะเชลซี พวกเขามีบาดแผลที่หงส์แดงฝากไว้เมื่อฤดูกาลก่อนถึง 2 แผลใหญ่ ๆ เพราะบอลถ้วยในประเทศ พวกเขาเข้าชิงกับหงส์แดงทั้งสองรายการ เป็นการดวลจุดโทษทั้งสองรายการและเสียแชมป์ให้หงส์แดงทั้งสองราย ซึ่งกลายมาเป็นความสำเร็จของหงส์แดง และเป็นความล้มเหลวของพวกเขา

อันที่จริงฤดูกาลนี้พวกเขามีโปรแกรมต้องพบกันตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว แต่ด้วยสถานการณ์ที่ไม่ปกติทำให้เกมที่สนาม Stamford Bridge ต้องถูกเลื่อนออกไปก่อน และมาพบกันตอนนี้ ที่เรียกว่าอ่อนปวกเปียกก่อนขึ้นสังเวียนกันทั้งคู่ ชัยชนะเหนือคู่แข่งในเกมนี้จะช่วยชุบชูพลังใจที่หดหายไปของทั้งสองทีมได้แน่ อยู่ทีว่าใครจะได้ลิ้มรสนั้น

และหากเป็นลิเวอร์พูลที่ชนะมันก็จะกลายเป็นชัยชนะในหมุดหมายสำคัญในการทำงานคล็อปป์ เพราะเกมเจอกับเชลซีวันเสาร์นี้ คล็อปป์จะคุมทีมครบ 1,000 เกมตลอดอาชีพการคุมทีมของเขา โดยเขาคุมทีมไมซ์ 270 เกม ดอร์ทมุนด์ 319 เกม การเจอเชลซีจะเป็นนัดที่ 411 ของเขากับหงส์แดง

ไม่ใช่กองกลาง

เมื่อพูดถึงปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นกับหงส์แดง หลายคนมักจะพุ่งเป้าไปที่แดนกลางของทีม ที่ปีนี้ดูเหมือนว่าจะทำผลงานได้ตกต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ทุกครั้งที่มีนักข่าวโยนคำถามนี้ให้คล็อปป์ เราจะได้คำตอบอีกอย่างหนึ่ง คล็อปป์มักจะพูดทำนองว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่แดนกลางเท่านั้น และมักจะชี้ไปที่การเล่นเกมเพรสซิ่งของแดนหน้า

มันอาจจะจริงอย่างที่คล็อปป์บอกก็ได้ และหากมันเป็นเพราะแดนหน้า บางทีการหายไปของนักเตะคนหนึ่งอาจจะเป็นสาเหตุหลักของเรื่องนี้ อย่างที่ เปอตีต์ อดีตนักเตะอาร์เซนอล ก็ออกมาแสดงความเห็นทำนองเดียวกันกับคล็อปป์ผ่านรายการ ไอซ์ 36 ว่า

“ผมได้ยินหลายคนพูดว่า กองกลางของ ลิเวอร์พูล ฟอร์มตกในฤดูกาลนี้ ในแง่หนึ่งผมเห็นด้วย  เพราะลิเวอร์พูล เล่นโดยใช้พละกำลังและพลังงานอย่างหนักในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พวกเขาทำได้เยี่ยม แต่นักเตะบางคนดูเหนื่อยล้าในสนาม และไม่ได้ทำผลงานในระดับเดียวกับที่เราเห็นก่อนหน้านี้”

“อย่างไรก็ตาม ในแง่หนึ่ง ผมมองต่างออกไป ผมเห็นว่า เหตุผลสำคัญสุดที่พวกเขาไม่เหมือนเดิมคือ มาเน่ นับตั้งแต่เขาย้ายออกไป ลิเวอร์พูล ก็ไม่ได้เล่นในแนวทางเดิม มาเน่ เป็นคนสำคัญที่เชื่อมระหว่างกองกลางกับแนวรุกของพวกเขา เขานำทีมเข้ากดดันคู่แข่ง และสร้างความหวาดผวาให้กับกองหลังเวลาที่พวกเขาครองบอล” เปอตีต์ กล่าว

ซาลาห์ เชื่อทีมยังดี

ซาลาห์นักเตะค่าเหนื่อยแพงที่สุดของทีม เพิ่งจะคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของสโมสรประจำเดือนธันวาคมไปหมาด ๆ ในบทสัมภาษณ์กับสโมสรเขาพูดถึงผลงานของทีมและสิ่งที่ทีมกำลังจะพัฒนาไปในทิศทางที่ดีว่า “เป็นเรื่องดีที่ผมได้รางวัล แต่ 2-3 สัปดาห์มานี้เรารู้สึกว่าเราควรจะทำได้ดีกว่านี้ และหวังว่าจะดีขึ้นในเกมต่อไป”

“ทุกคนตื่นเต้นในเกมกับวูล์ฟ เรามีเพื่อนร่วมทีมทีดี ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกันและพยายามกระตุ้นคนรอบข้างเสมอ ผมคิดว่าเรามีบรรยากาศในห้องแต่งตัวที่ดี หวังว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยเราได้ในเกมที่กำลังจะมาถึง เราพยายามช่วยผลักดันผู้เล่นรุ่นใหม่ของเรา มันเป็นสถานการณ์ที่ยาก เราต้องใจเย็น และจะผ่านไปได้ดี”

แม้จะทำผลงานดีในเดือนสุดท้ายของปีที่แล้ว แต่ปีนี้ซาลาห์ถือว่าทำผลงานได้ไม่ค่อยดีเลย เพราะปีนี้เล่นไปแล้ว 4 เกมรวมทุกรายการ เขาทำได้แค่ 1 ประตูในเกมที่เสมอกับวูล์ฟ 2-2 ขณะที่ 7 เกมก่อนหน้าเขาทำไป 7 ประตูกับ 2 แอสซิสต์รวมทุกรายการ

ผลงานของเขาก็โดนวิจารณ์ตามระเบียบ ล่าสุด โฆเซ่ เอนริเก อดีตแบ็กซ้ายของทีมก็ออกมาวิจารณ์ผลงานของซาลาห์ และบอกว่าหากเลือกได้ก็จะดรอปซาลาห์แล้วส่งเอเลียตต์ลงแทน โดย เอนริเก้ ตอบคำถามของแฟนบอลในทวิตเตอร์รายหนึ่งที่เข้ามาบอกว่าอยากให้พักซาลาห์บ้าง และเขาก็ตอบกลับว่า ตัวเขาเองก็อยากพักซาลาห์แล้วส่งเอเลียตต์ลงแทนซะเลย