ความดื้อของคล็อปป์ที่แฟนบอลควรร่วมหัวจมท้ายไปกับเขา

‘ความเชื่อมั่น’ เป็นคุณสมบัติที่ดีของคนที่จะประสบความสำเร็จ คุณต้องเชื่อมั่นในบางสิ่ง และใช้มันเป็นแรงผลักดัน ในการเดินไปข้างหน้าเสมอ อาจจะเชื่อมั่นในตัวเอง ในหลักการบางอย่าง กระทั่งในพระเจ้า เพราะในทุก ๆ จังหวะก้าวเดินนั้น มันมีความเสี่ยงที่จะพลาดจะล้มได้เสมอ อะไรละจะพยุง เราให้ลุกขึ้น มันก็ต้องมีมือของความเชื่อมั่นนั้น คอยฉุดดึงเราขึ้นมาด้วย

อย่างไรก็ตาม บางครั้ง การเชื่อมั่นอะไรมากเกินไป ในสถานการณ์บางอย่าง คุณก็อาจจะถูกมองว่าเป็นคนดื้อ หัวรั้น มั่นใจในตัวเองเกินไป ไม่ฟังคนอื่น แล้วแต่จะสรรหาวลีไหนมากร่นว่ากัน เจเก้น คล็อปป์ เป็นหนึ่งในกุนซือที่มีความเชื่อมั่นในแบบของตน และบ่อยครั้งผู้คนก็โจมตีว่า ความมั่นใจบางอย่างของเขาทำให้ทีมประสบปัญหา

สถานการณ์ที่คล็อปป์เจออยู่ในตอนนี้ หลายอย่างหลายประเด็นเขาก็ถูกโจมตีว่าดื้อ รั้น ไม่ว่าจะเรื่องการเชื่อมั่นในขุมกำลังนักเตะเกินไป การเชื่อมั่นในนักเตะบางคนเกินไป บลา ๆ แต่เราไม่ได้อยู่จุดนั้น เราเองจึงไม่เข้าใจทั้งหมดว่ามันเกิดอะไรขึ้น

บ่อยครั้ง ไม่ใช่สิ เกือบทุกครั้งที่คล็อปป์แสดงเจตจำนงหรือความรั้นของตัวเองออกมา เขาก็ทำได้สุดทางและพิสูจน์อะไรให้เห็นบางอย่างเหมือนกัน ฉะนั้นแล้ว โดยส่วนตัวผมเองที่อาจจะไม่ได้ชื่นชอบสถานการณ์ของทีมที่เป็นอยู่ แต่ลึก ๆ ก็คิดไม่ต่างจากแฟนบอลหงส์แดงทั่วไปที่ยังไว้ใจคล็อปป์อยู่ ดังนั้น ถ้าคล็อปป์ดื้อ เราก็จะดื้อและสนับสนุนเขาไปให้สุดทาง

เป็นที่รู้กันดีว่าเดิมทีคล็อปป์เหลือสัญญากับลิเวอร์พูลถึงแค่ปี 2024 แต่ตัวเขาตัดสินใจขยายสัญญาไปอีก 2 ปี เป็นปี 2026 แล้วเรื่องนี้เกี่ยวกับความดื้อยังไง มันมีที่มาอยู่ และผมเองก็เพิ่งปะติดปะต่อมันได้จากบทสัมภาษณ์ล่าสุดของคล็อปป์ ถ้าเราลองย้อนไปดูการทำงานของเขากับสโมสรเดิม ทั้งที่ไมซ์ และ ดอร์ทมุนด์ เขาแทบจะไม่ได้อยู่ครบสัญญาเลย

ยิ่งเขาคุมหงส์แดงได้แชมป์ครบแล้วทุกแชมป์ ยิ่งไม่มีปัจจัยอะไรจะดึงคนอย่างเขาให้อยู่กับทีมเลย ตอนที่ทีมเริ่มมีปัญหาผลงานแย่ใหม่ ๆ หากยังจำกันได้ ช่วงปลายปี กองกลางเราเจ็บหมด ตอนนั้นคล็อปป์ติดเทรนด์ผู้จัดการทีมที่มีสิทธิ์โดนปลดเลยด้วยซ้ำ แต่คล็อปป์ออกกมาสัมภาษณ์ประมาณว่า มีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาทีมได้

ทุกครั้งที่มีปัญหาแล้วมาเกาะเกี่ยวถึงการคุมทีมของเขา เขามักจะยืนยันด้วยความหนักแน่น และมั่นคงว่า เขาคนเดียวเท่านั้นที่จะแก้ปัญหานี้ได้ ตอนนั้นผมสงสัยว่า เพราะอะไร ผมคิดว่ามีเพียงเหตุผลเดียวที่ทำให้เขามั่นใจ และตั้งใจแบบนั้น ประมาณว่า “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ต้องอยู่ต่อไป” คือเขารู้ดีว่ามันจะเกิดปัญหาแบบนี้แน่นอน

ใช่แล้วครับ จากบทสัมภาษณ์เมื่อคืน คล็อปป์ให้เหตุผลที่ค่อนข้างเคลียร์และชัดเจนว่า เขารู้ดีว่าจะเกิดปัญหาประมาณนี้ และเขาก็พร้อมที่จะปะทะกับมัน

“ผมคงไม่ถึงขั้นบอกว่านี่ (การสร้างทีมขึ้นมาใหม่) เป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่มันก็เป็นความท้าทายแบบหนึ่ง และเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ผมต่อสัญญากับทีมด้วย เพราะผมรู้ว่าการต่อสัญญาคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับเรื่องนั้น (การสร้างทีมขึ้นมาใหม่)”

“มันไม่ใช่กระบวนการที่จะเสร็จสิ้นได้ในชั่วข้ามคืนแน่นอน ลองคิดตามดูสิว่า สถานการณ์มันจะเป็นยังไงถ้าโค้ชคนอื่นมารับงานนี้ต่อจากผม ผมคิดว่าถ้ามันเป็นอย่างนั้นผมคงไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งในวันหยุดแล้วทุกคนคงจะตะโกนถึงผมว่า ‘ถ้าเป็นเขาล่ะก็เรื่องแบบนี้คงไม่เกิดขึ้นแน่’

นี่คือถ้อยคำที่โคตรจะชัดว่า คล็อปป์มองถึงปัญหาที่ทีมจะมาถึงจุดนี้แล้ว และมองเผื่อด้วยว่า ไม่ว่าใครจะมาเป็นกุนซือต่อจากเขาในช่วงนี้ ก็คือเข้ามาเอาชื่อเสียงมาทิ้งแน่ ๆ ฟังดูอาจจะเป็นวาทะที่มองได้สองแง่ สองมุม มุมหนึ่งคือ คล็อปป์เอาอะไรมามั่นใจ บางทีกุนซือคนอื่นอาจจะทำดีกว่านี้ก็ได้

อีกมุมคือ คล็อปป์โคตรจะรักสโมสรแห่งนี้เลย เขารู้ดีว่า ทีมที่ได้มาทุกแชมป์ นักเตะที่เริ่มโรยรา มันถึงเวลาที่ทีมจะต้องสร้างใหม่แล้ว และการสร้างทีมใหม่ ที่เปลี่ยนผ่านช่วงที่ยิ่งใหญ่ของทีมแบบนี้ มันยาก ถ้าเขาคิดอย่างที่เขาพูดจริง ๆ ว่าผู้จัดการคนใหม่คงโดนเละ ก็น่าชื่นชมเขาจากใจมาก ๆ

แค่คิดตามอย่างที่คล็อปป์ว่า มันก็ขนลุกแล้ว ผมสมมติว่า สมมตินะ ปีที่แล้วที่เราได้ลุ้น 4 แชมป์ และคล็อปป์ประกาศลาออก จากนั้นปีนี้กุนซือคนใหม่ก็เข้ามาทำ และผลงานก็ย่ำแย่แบบที่เห็น ผมเองก็ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผู้จัดการคนใหม่นั้นบ้าง คล็อปป์ จะจากไปในช่วงที่พีคที่สุดของเขา นั่นเป็นผลดีกับเขามาก ๆ ชื่อเสียงที่สั่งสมมา มากพอจะให้ทีมอย่างมาดริด หรือยูเว่ ทุ่มเงินจ้างเขา

คล็อปป์อธิบายต่อว่า “นั่นทำให้ทำไมมันถึงเป็นเรื่องดีที่ผมเป็นคนต้องมาเจอกับสถานการณ์แบบนี้เอง ตัวผมไม่มีปัญหาอะไรเลยกับการต้องเจอปัญหาต่างๆ ในช่วงผลัดเปลี่ยนทีม การที่มีนักเตะได้รับบาดเจ็บหลายคนจนทำให้เกิดความยุ่งยาก เพราะผมได้เข้าใจอย่างชัดเจนว่ามันเกิดอะไรขึ้น ผมรู้ดีว่าคนส่วนใหญ่ในโลกภายนอกสนใจแค่เรื่องระยะสั้น แต่เราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องระยะยาวด้วย นั่นคือสิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่ในตอนนี้”

ผมว่าวรรคนี้แหละชัดแจ้งเลย ว่าทำไมคล็อปป์ถึงย้ำนักย้ำหนาว่า สถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้ มีแต่เขาเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาได้ เพราะหากคล็อปป์รู้ล่วงหน้าว่า ทีมจะเจอปัญหาการเปลี่ยนผ่าน เขาสามารถออกไปได้เลย โดยเชื่อแน่ว่าสักวันจะมี รูปปั้นของเขาวางเด่นอยู่หน้าสนาม แอนฟิลด์

แต่เขาเลือกที่จะไปต่อกับทีม แน่นอนว่า มันเสี่ยงมาก เพราะเขาเองก็ไม่เคยผ่านจุดนี้ไปได้มาก่อนในอาชีพการทำงานของเขา เมื่อวันก่อน ผมเพิ่งเขียนถึงคล็อปป์และเป๊บว่า เป๊บเคยบอกว่าสมัยที่เขาอยู่กับบาร์ซ่าช่วงรุ่งโรจน์สุด ๆ จู่ ๆ เขาก็รู้สึกอิ่มตัว และนักเตะก็อิ่มตัว มันทำให้เขาต้องออกมา เพราะไม่สามารถกระตุ้นใครได้อีก แม้แต่ตัวเอง

ผมตั้งคำถามว่า สถานการณ์ของหงส์แดงที่เป็นอยู่ของหงส์แดงนี้ ก็อาจจะเหมือนกับที่เป๊บเคยเจอมาก็ได้ และผมยังยืนยันว่าผมก็คิดแบบนั้นอยู่ว่า ตอนนี้ทั้งนักเตะและโค้ชเราอาจจะมีเรื่องของการอิ่มตัวกันบ้างแล้ว แต่สิ่งที่ผมคิดไม่ถึงและไม่ได้คิดไปต่อคือ บางทีทั้งโค้ชและนักเตะเองก็อาจจะรู้ปัญหานี้กันอยู่ และพวกเขาก็กำลังทำสุดวิถีทางที่จะกู้ทีมที่ดีที่สุดออกมา

นั่นคือสิ่งที่ต่างกันของคล็อปป์กับเป๊บ เป๊บไม่ใช่พวกหัวดื้อ เขาพร้อมย้ายออกจากทีมเสมอ หากรู้สึกว่าทีมหมดไฟ และเขาเองไม่สามารถกระตุ้นใครได้ เขาเลือกย้ายออกจากบาร์ซ่า เมื่อถึงจุดนั้น แต่สิ่งที่คล็อปป์กำลังทำอาจจะต่างออกไป เขาเลือกที่จะอยู่กับทีมต่อ และเชื่อมั่นในโปรเจ็คการสร้างทีมขึ้นมาใหม่ของเขา แม้รู้ดีอยู่แล้วว่าจะต้องเจอกับปัญหาอะไรบ้าง

ในชั่วโมงที่ลำบากที่สุด สิ่งที่อยู่ตรงหน้า อาจจะเหลือเพียงลำพังตัวเรากับความคิดที่สับสนวุ่นวาย จะยอมแพ้หรือไปต่อ จะเชื่อมั่นหรือปล่อย เช่นเดียวกับการเป็นกุนซือทีมฟุตบอล คุณต้องมีความเชื่อมั่นในอะไรบางอย่าง แล้วใช้มันผลักดันตัวตน และทีมของคุณให้ทำผลงานได้

หากนี่เป็นความดื้อดึงของคล็อปป์ที่เลือกทางที่ลำบาก มากกว่าสบาย ก็นับว่าความดื้อนี้เป็น “ปณิธาน” ที่แน่วแน่ และผมจะยอมร่วมหัวจมท้ายไปกับคล็อปป์เอง ดื้อไปให้สุดเลยบอสของผม